nattaphon さんのプロフィールNathan Herフォトブログリストその他 ツール ヘルプ

ブログ


6月10日

Someone

วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง....
 
 
ใบหน้าของเธอช่างเหนื่อยล้า...
 
เราเองที่จะค้นพบมัน...
 
ขั้นที่หนึ่งเรา ควรค้นหาความโง่เขลา..
 
ไม่มีอะไร..ที่จะดีไปกว่า การเก็บบางสิ่งที่เราไม่ต้องการเอาไว้ส่วนลึกที่สุดในหัวเรา...
 
 
เราหัวเราะกับความโง่เขาของเราที่ไม่สามารถควบคุมได้...
 
 
จิตใจฉัน..โอ้....นี่คือจิตใจฉัน.....
 
 
นาน เหลือเกิน.....
 
นานเหลือเกิน ที่ฉันมองดู สายลมโบยบินอยู่บนนั้น....
 
 
ฉันเอง...ฉันเอง ไม่สามรถควบคุมสายลมได้....
 
 
ฉันเองก็ไม่สามรถควบคุมความโง่เขลาได้...
 
หัวใจที่เต้นเป็นเสียงอยู่ในตอนนี้
ก่อนหน้าที่ทุกสิ่งจะจบลงไป
.................................
 
เราจะสามารถทำอะไรได้มากกว่านี้
 
 
ฉันจะอยู่โดยไม่คำนึงถึงอะไร
 
คุณทำบางสิ่งในชีวิตคุณให้แก่ตัวคุณเอง
 
บางคนก็ตายลงไปบนโลกใบนี้ก่อนใคร
บางคนก็ได้แต่ยืน คอยความหวัง ในทุกๆคืนเช่นคุณ.....................................................
 
 
 
เมื่อโลกยังไม่จบลง ดวงตาฉันคงยังไม่ดับลง
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
บางคนก็ตายไปด้วยความเศร้าโศก
 
 
บางคนก็ตายไปด้วยความทรมาน
 
บางคนมีชีวิตอยู่บน ความทุกข์
 
ตกลงไปสู่ ก้นบึ้งของความ ทุกข์
 
 
เช่นคุณก่อนจะ ดับสิ้นดวงตา
 
จงมองสู่ดวงดาว...............................
 

Close my eye

ฉันยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยว ณ ที่แห่งหนึ่ง....
มีบางอย่างที่เปลี่ยนไปในจิตใจของเรา..
บางอย่างไม่ดำเนินไปดังเช่นเสียงดนตรีอันไพเราะ...
 
ฉันมองเห็นท้องฟ้า
ฉันมองเห็นเส้นทางเดินที่ทอดไปไกลแสนไกล
ฉันมองเห็นแสงแดดส่องมาจากฝากฟ้า บนนั้น
ฉันยืนมองอยู่บนยอดตึก สูงเสียดฟ้า
ได้แต่คำนึงคิดถึงการมีชีวิตอยู่ต่อไป
 
การมีชีวิตอยู่ต่อไป...
การมีชีวิตอยู่ต่อไป...
 
 
.....เมื่อฉันปิดตาลง......
 
ทุกๆสิ่งในโลกนี้ กำลังหมุนผ่านตัวฉันไปอย่างช้าบ้างเร็วบ้าง...
ชีวิตฉันกำลัง มุงหน้าไปสู่ที่แห่งใด....
 
ฉันมองเห็นใบหน้าคนๆหนึ่งก่อน ห้วงคำนึงของความคิดจะสิ้นสุดลง
ฉันค้นหาเส้นทางเดินสำหรับสิ่งนั้น....
 
ฉันเงยหน้า มุ่งสายตาสู่แสงสว่าง...
ฉันต้องการอะไร...?
เธอต้องการอะไร...?
เขาต้องการอะไร...?
พวกเขาทั้งหลายต้องการอะไร....?
พวกเราต้องการอะไร....??
 
ทุกๆสิ่งในโลกนี้ยังไม่จบสิ้น....
 
อะไร    อะไร  อะไร   อะไร  มันคืออะไร.....
 
 
 
 
 
อะไรที่ฉันค้นหา
 
 
 
 
อะไร   อะไร   อะไร   อะไร   อะไร   อะไร
 
 
รู้ฉันรู้ ทุกสิ่งที่จะเข้ามาสู่ ตัวฉัน
 
ฉันรู้ฉันรู้ ทุกสิ่งที่มุ่งหน้ามาสู่ฉัน...
 
 
รู้ฉันรู้สิ่งที่มาหาฉัน...
 
ฉันรู้.......
 
..... .... ... .... .. . ... . . ... . ... . . ..  . . . . .  ......  .    ...    ..... . ....... . . .....  .........    ..........      ... . ... ... .. ... ... .. ... ... .. . ... . .. . .. ... ...            ................ ........
 
....... ............... .................. . .. .. . ... ...... .... .. .. . . . . ... ..... ... . .... .  . . . . .  . . . . . . . . . . . . ........... .....  ... .
.. ..... ........ ..... .... ............ ..... .......... .......... ........ .... .......................... . . . .
 
............ ... ........ .... .......... ... . ..  ..... .... ..... ....... ..... ....  ... ....... ..... ... ... . ... ... ... .... ... ... ... .. ... ... .. ... ... .. ...... .. ... . .. . ... . ... . ... . .. . ... . ... ... . ... . ... . . .. . . . . . . .. . . . . .. .. . ... ... . . .. .. .. . . . .. .  .. . .. . . . ... . . . .. . . . . . . . . . . . . . .  .. . . . . . .  . .. .  .. . . . . . . ........ .. . . . . .. . ....... .. . . . .... ....... . .. ...... . . . . . .. . . . . .. . .. . ........ . .. . . . . . . . . . .. . .  . .. . . .  . .. . . .. .. . .. . . . . . . . . . . .  . ..... . ... ... ... .. . . . .. . . .. . . . ... . . .  .. . .. . . . . . . .. . . . .. . . . ... . . . .. . . .  .. . . .. . .. .  .. . . .. . . . .. .  ................................... . . . . . . .. . . . . .. . . .. . . . . . .. . .. . .. . .. .. . .. .. .. . .  .. .
 . . . . . . . . . .  . . . . . . . ......  . ... ....  . . .  . .... .  . . . . . .  . . . . . . .. ...  . . .  ...  . . . ... .. . ..... . .. . . . . . . . .. . . . . . . . . .. . . . . . . .... .......... ..  ..... . .. .. .  ....... . ... . . . ....... ... . . ......   . .. . ...... . .. . . . ............ .. . . . . . . . . ... .. .. . . . . . .. . .. .. ..  .. .  . . ..  . .. . . ............. . . ..  . . . . . .. . . .. . . . ..  . .... .. .  ...... . . .. .  . .. . . . . . . .. ..... .. . . .  .. .. . . . . . . . . . . .  . . . . . . . . . . . . . . . . . . . ..
ฉันมองเห็นท้องฟ้า......
ฉันมองเห็นดวงใจ....ของฉัน...
ฉันได้ค้นหาตัวตนของฉัน........................................................
 
 
 
      
 
 
 
 
             ฉันพบแต่.          "                                 "
 
 
 
 
     มันคืออะไร.... ในแสงสว่างนั้น...อะไรเรืองรองในแสงสว่างนั้น
 
มันคืออะไร  ........
 
 
 
มันคืออะไร..ทีที่มอบมาแก่ฉัน...
 
 
 
เพื่ออะไร...
 
 
 
 
 
ฉันจะได้พบกับอะไร......
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ตลอดเวลา...
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ฉันไม่พูด
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ไม่แน่นอน
 
4月4日

Miracle of love part 3 .....อภิปรัชญา...

วันนี้ ผม ตื่นมาด้วยความรู้สึกร้อนอบอ้าว ทั้งๆที่อยู่ในห้องนอน แต่ความร้อนจากเปรวแดด ก็ยังสามารถ สาดแพร่มาสู่ภายในห้องที่ปิดล้อมด้วยผนังที่ ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ เมื่อคืนที่ผ่านมา ห้องนี้ยังมีอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 25 องศา แต่ในระยะเวลาเพียงไม่ถึง สิบนาทีหลัง เครื่องหยุดทำงาน อุณหภูมิก็เสียด สูงขึ้นอย่างรวดเร็วตามสภาวะอากาศภายนอก...
 
10.00 น. แดด แรงอาจทำให้ใครหลายคนแสบไปได้ถึง อณูใต้ผิวหนังแต่ สำหรับ คนที่ต้องใช้หัวสมองอย่างผมนั้น ความร้อนที่เสียดแทรกเข้าสู่ผิวหนังคงไม่รุงแรง เท่าความร้อนที่กำลังแทรก ลงสู่ชั้นภายในสมองในตอนนี้...
 
วันนี้ กิจกรรม แรกที่เริ่มต้นขึ้นหลังจากผมลืมตาตื่น พร้อมๆกับอุณหภูมิที่ ไม่ต่ำกว่า 37 องศา น่าจะเป็น การอาบน้ำ แต่...ไม่ใช่.!!.
กลับกลายเป็นการ หลับตาลงอีกครั้ง พร้อมทั้ง ทบทวน คำว่า อภิปรัชญา...ที่บังเอินได้ อ่านพบในหนังสือเล่มหนึ่ง..
ที่กล่าวว่า 
 
"" อภิปรัชญา คือ การหาความจริงสูงสุดที่เกี่ยวกับโลก ""
 
 
แล้วตอนนี้ความจริงที่สูงที่สุดของผม คืออะไร...+!!
 
ผมลุกขึ้น เดินออกจากห้องนอน ที่ตอนนี้เริ่มกลายสภาพเป็น เตาอบ มายืนอยู่หน้า กระจกบานใหญ่ เพื่อหาความจริงในร่างกายและใบหน้าที่สะท้อนอยู่ภายในกระจกนั้น...
 
ผมถามตัวเองในใจ พร้อมทั้ง มองลึกเข้าไปในดวงตา ที่ยังแดงกล่ำจากการนอนไม่พอเมื่อคืนก่อน..
ผมพบแต่...คำถามมากมายภายในดวงตานั้น..
 
การที่คนวัย ใกล้เข้าสู่ เลข 3  ต้องการเวลาที่จะนั่งคิดทบทวน สิ่งที่ผ่านมาในชีวิต มากกว่า การใช้ชีวิต เพื่อผ่านไป มันอาจจะ ขวางโลกสักหน่อย ที่ เกิดการตั้งคำถามกับการดำรงชีวิตอยู่ของตัวเอง...
 
อภิปรัชญาในทางจิต นิยม  ที่ เพลโต เชื่อว่าแบ่งแยก เป็น สองส่วน คือ จิต กับ ร่างกาย...
 
 
ถ้า คนเรา ร่างกายกับจิตใจ ไม่ได้ เดิน ควบคู่กันไป บ้านเมืองและชีวิต คงจะสับสนและแย่..
 
ผม.....สบัดหัวเล็กน้อย .....เพื่อ ลบความคิดอัน สับสน งง งวย นี้ออกเพื่อ ต้อนรับวันใหม่ และเริ่มกิจกรรม อื่น เสียที ...
หลังจาก ทำความสะอาดร่างกาย แล้ว งานของผมก็ จำเป็นต้องเริ่มทันที....
รู้ไม๊ครับว่า...คนทุกคนต้องทำงาน...งานอะไรก็ได้...ที่เป็นเหมื่อนเครื่องมือที่จะนำพา ร่างกายและจิตใน ควบคู่กันไป..งานบางงานใช้ร่างกาย นำ หน้าจิตใจ..เช่น คนงาน แบกของ  งานบางงานใช้ จิตใจนำหน้าร่างกาย อย่าง ศิลปิน ผมเคย ทำงานทั้งสองประเภท นี้มาแล้ว และทำให้ค้นพบว่า ทุกสิ่งในโลกใบนี้ มันต้องเดินควบคู่กันไป ด้วย เหตุและผลของการกระทำ...
 
เมื่อคุณ รัก สิ่งหนึ่ง คุณก็จะ กระทำเพื่อ แสดงออกถึงความรัก และ กระทำเพื่อ ได้ ความรักนั้นตอบ.. ผมไม่เคยเชื่อ ในบทเพลง หรือคำพูดของใครๆที่พูดว่า รักไม่ต้องการอะไร..
ความรัก ต้องการ...
สิ่งที่ความรักต้องการ คือภาชนะ เพื่อ รองรับมัน นั่นคือ  จิตใจ และ ร่างกาย..
 
ความรักเหมื่อน อากาศ ไม่สามารถ อยู่ โดย ปราศจาก ภาชนะ ได้  ภาชนะที่ จะมารองรับ ความรัก คือ จิตใจ และร่างกาย.. เมื่อคนเรา มีภาชนะ ให้ ใส่ความรัก ด้วยมีทั้งร่างกายและจิตใจนั้น พอเราพบ สิ่งของ หรือ คนที่เราต้องการให้ความรักแล้ว...เราก็ต้องนำความรักของเรานั้น ออกจากภาชนะของเราเพื่อ  ใส่แลกเปลี่ยนกับภาชนะ ของสิ่งหรือคนที่เรารัก... เมื่อไม่มีการแลกเปลี่ยนเกิดขึ้น ความรักก็ไม่เกิดขึ้น....(  งง หรือเปล่า...)
 ภาชนะ มีคุณค่าเมื่อ ได้ใช้งานโดยการบรรจุ สิ่งต่างๆ ฉันใด...
ร่างกายและจิตใจก็มีคุณค่า เมื่อได้ บรรจุไว้ด้วยความรัก ฉันนั้น...
 
ดังนั้น คนที่สมบูรณ์ จะต้องมี ร่างกาย จิตใจ ที่ดี และ มีการแลกเปลี่ยนความรัก..
แล้วอย่างนี้ สิ่งที่คนเรา มอบความรักให้แก่ กันและต้องการ กลับมา ก็คือ ความรักเช่นกัน...นั่นคือการแลกเปลี่ยน..
 
เพราะคนเรา มีความรักอยู่ตลอดเวลาแน่นอน...ถึง คนที่ไม่มี แฟน หรือ คนรัก...ก็มีความรัก อยู่แล้วในตัวของตัวเอง...เพียงแค่ยังไม่ได้แลกเปลี่ยนกับใคร เท่านั้นเอง....
 
.............................................................................................
 
อากาศเริ่มเย็นลงพร้อมกับ แสง ของดวงอาทิตย์ที่เริ่มอ่อนแรงลง... ผม ออกจากบ้านเพื่อ ทำหน้าที่ ผู้แลกเปลี่ยนความรักที่ดี แก่ ผู้ให้กำเนิดผม...
บนรถ เราได้คุยกันถึงเรื่อง  เหตุและผลของปัจจุบัน...
ผมเข้าใจดี ว่า ยุคสมัยทางความคิดของ มนุษย์จะเปลี่ยนแปลงตาม เวลาและการค้นพบและการพัฒนาการทางความคิดตาบแบบฉบับ ผู้นำทางความคิด ....
 
ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่ามนุษย์ปัจจุบันเข้าใจโลกใบนี้ดีกว่าคนโบราณ...เพียงแต่ว่าคน ยุค ปัจจุบัน เยอะและ เสียงดังกว่าคน ยุคเก่าก็เท่านั้น...
 
ยุคเก่าอาจจะคิดว่า ชาตินี้ ไม่รวย เพราะชาติที่แล้ว... เป็นขโมย หรือชอบโกงเขา  ชาตินี้หน้าตาไม่ดี เพราะชาติที่แล้วไม่ชอบทำบุญ......
แต่คำถามที่เกิดขึ้น ของยุคสมัยนี้จะ ถามว่า....แล้ว จำได้ไงว่า ชาติที่แล้วทำอะไรไว้....
 
คนที่ผม รัก เคยพูดสิ่งหนึ่งกับผม ซึ่งผม จำมันได้ ตลอดมา ถึงความรักที่ได้แลกเปลี่ยนกัน ว่า..
 
".ความรัก ขอแค่รักคนๆเดียว แค่ชาติเดียวก็พอแล้ว.... "
เพราะชาติที่แล้ว หรือ ชาติหน้าเราก็คงจำกันไม่ได้ และก็คงจำสิ่งที่เกิดในชาติที่แล้วไม่ได้อยู่ดี...
 
ความคิดและคำพูด พร้อมรอยยิ้มและน้ำตา ประโยคนั้นผม จดจำได้และ คิดตลอดทาง.. จนผมมาหยุดอยู่ที่ สนามยิงปืน...แห่งหนึ่ง
 
ผม สั่งกระสุน และเป้ามา 4ชุด พร้อมกระสุน ชุดละ 5 นัด ปลอกทองเหลือง ขนาด 22มม.
กระสุนชุดละ 5 นัด บรรจุลงสู่ รังเพลิง และขึ้นไกเรียบร้อย .....
สายตา ของผม ที่เพ่งมองออกไป... ที่เป้า ห่างออกไปนั้น ผมเพ่งไปยัง อนาคต ข้างหน้า.......
พร้อม ลั่นไก กระสุน ออกไป ห้าครั้ง จนหมดกระสุน ชุดแรก...ก่อนจะหมด กระสุนนัดสุดท้าย
ผมได้เข้าใจ ในสิ่งที่ผม คิดมาตลอดทั้งวัน  และความหมายของ อภิปรัชญา สำหรับผม....ความจริงสูงสุดในชีวิต ของผม นั่นคือ..
 
การยิงปืน....เมื่อใดที่ผม เล่งไปยังอนาคต... พร้อมกับในมือ มีกระสุนที่พร้อมจะยิง.. นัดสุดท้าย
เมื่อลั่นไกพร้อมกับ นกปืนสับลง.... ไม่ว่า ที่เป้าอันห่างไกล ออกไปนั้น จะเป็น ความรัก ชีวิต หรือ สังคม..
ผมไม่สามารถ วางปืนลงแล้ว นอนกับพื้นได้ มีทางเดียวคือ ยิงกระสุนนัดนั้นออกไป..
มุงไปสู่  อนาคต หรือดับชีวิต ตัวเอง..
 
เมื่อ สิ้นเสีงกระสุนทั้งห้า นัดนั้น... ผมได้ยินแต่เพียงเสียงหวีดหวิว ใน หู ของผม พร้อมกับ หันไปมองข้างกาย.....
 
 
 
 
 
 
 
 
 
...เห็น พี่ สาวยืนหัวเราะอยู่ .....บอกว่า...."" มันยิงไม่เข้าเป้า สัก นัดเลย." ...."" ห่วย หว่ะ.."" !!
 
กำ .........
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ขอบคุณ เพื่อนๆที่คอยติดตามอ่าน จนจบ ขอให้ทุกท่าน ดำเนินชีวิตเพื่อมุงไปสู่ อนาคต ที่ท่าน ต้องการ
 
.......................เล่งไว้ให้ดี และ ยิงมันออกไป .............
3月26日

Miracle of love part 2 ความสงบจากข้างถนน...

.........ห่างหายไปนาน กับการเขียนไดอารี่....
 
 
 
วันนี้เพิ่งกลับมาจากการไป เชงเม้ง ใครหลายคนอาจะรู้จักหลายคนก็อาจจะไม่รู้จัก มันคือการไปไหว้ บรรพบุรุษ ของชาวจีนที่สุสารนั่นเอง...เอ...ฟังดูน่ากลัวไปหรือเปล่า ..งั้นเอาเป็นว่าเป็นวันที่จะรวบรวมญาติๆทั้งหลายโดยมี บรรพบุรุษเช่น อากง อาม่า (ปู่ย่า ตา ยาย ) เป็นคนเช็กชื่อ... เอ่อ..ฟังดูเข้าท่ากว่า....
 
เหมื่อนทุกปี ที่ ต้องผจญ กับรถติด แดด ร้อน..ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ที่เปลี่ยนเห็นแน่ๆคือ ถนน ที่ใช้เดินทางไป (สาย มอเตอร์เวย์ ที่กำลังซ่อมสร้างกันยกใหญ่ กลายเป็นสาเหตุหลักอีกอันที่ทำให้ รถติดขนาดหนัก)
 
ในขณะที่ ขับรถ เหลือบไปมองผู้โดยสารทุกท่าน หลับกัน เนียร ทุกที่นั่ง ก็เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องเป็น คนดูแล ผู้โดยสารที่รักทุกคนให้สวัสดิภาพ..
ขับไปมองถนน รถติด ถนนเละไปก็นึกถึง คน...
คิดๆไปว่า จริงๆแล้วชีวิตคนเรา ถ้าจะให้เปรียบก็คงเปรียบกันไปได้หลายอย่าง...
อีกอย่างที่นิยม พูดถึงคือถนน...
 
ชีวิตคนก็เหมื่อนถนน.นั่นเอง..ใช่สิเหมื่อน...
 
คนบางคนเกิดมาเหมื่อนถนน หลวงสายใหญ่ที่วิ่งตรงสู่เมืองใหญ่ๆที่สำคัญๆ มีสิ่งอำนวยความสะดวก ใช้ความเร็วได้ดี ...มีไฟฟ้า มีสัญญาโทรศัพท์ มีปั๊มน้ำมันมากมายไว้คอยอำนวยความสะบาย..
 
แต่กับ บางคน ไปเหมื่อนกับ ถนน รพช.("เร่งรัดพัฒนาชนบท"  อย่าแปลกใจชื่อเป็นแบบนี้จริงๆ) ที่ทั้งโค้งไปโค้งมา สายเล็ก แค่พอสวนกันได้...ลายยางมะตอยแอลฟัลส์ แบบลวกๆ ...ทำแบบไม่ค่อยตั้งใจ..แต่ก็สามารถพาเราไปถึงจุดหมายได้เหมื่อนกัน แม้จะหลงทางง่าย และทางวกวนกว่า แต่ก็ ขึ้นชื่อว่าเป็นถนน...
 
 
ถ้าคิดกันจริงๆว่า คำว่าถนน คืออะไร...แปล ง่ายๆอาจจะแปลว่า  "ทางที่พาเราไปสู่จุดหมาย"...  ก็คงไม่ต่างสำหรับชีวิตคนนั้น เราจะหา ทางได้เราก็ต้องมีจุดหมายก่อน...  จุดหมายของใครหลายคน อาจจะมีมากมาย จุดหมาย ใหญ่บ้างเล้กบ้างใกล้บ้างไกลบ้าง...
 
แต่เมื่อเราลองคิดดูดีๆ จุดหมายที่แท้จริงของทุกคน คงไม่พ้น ความตาย..... เมื่อค้นพบความตาย จุดหมายก็คงเป็นเพียงแค่ความว่างเปล่าและความสงบ....
 
 
มีคำกล่าว ของศาสนาพุทธเวลา สวดมนต์ขอพร ที่มักจะพูดว่า..
        ..""ขอบุญกุศลนี้เป็นแสงสว่างนำพาไปสู่นิพพาน" 
ผมเคยคิดเสมอว่า นิพพาน ในความหมายของผม คืออะไร ก็คงจะหมายถึงจุดหมายปลายทางของชีวิต...ซึ่งอาจจะหมายถึงความตาย....  หรือ ความสงบ..ในขณะยังมีชีวิตอยู่ หรือความหลุดพ้นจาก สิ่งต่างๆรอบๆตัวที่ทำให้เรา เหนื่อย หนักใจ...หรือ มีทุกข์ได้ในทุกวันนี้...
             แล้ว ทุกข์ของผมคืออะไรหล่ะ....
ไม่มีเงิน...
ไม่มีความรัก...
ไม่มีความสบาย...
ไม่มีคนนับถือ....
ไม่มีหน้ามีตา....
หรือไม่มีในสิ่งที่คนอื่นมี...ทำให้เราต้องหาสิ่งที่เราไม่มีมาทำให้เรามี ให้เกิดความวุ่นวายกันขึ้น..
 
สุดท้ายมันก็คือสิ่งที่ สังคมยัดเยียดมาให้เราทั้งนั้น..ว่าถ้าเราขาดสิ่งนั้นสิ่งนี้จะไม่มีความสุขนะ ขาดเงินจะไม่มีอะไรกินนะ... ขาดแฟนขาดความรัก..จะไม่มีความสุขนะ ขาดคนนับถือไม่มีหน้ามีตา จะอยู่ในสังคมไม่ได้นะ...
 
กลายเป็นว่าจริงๆแล้ว ..สิ่งที่ผมขาดและ คิดว่าทุกๆคนก็ขาด...และทำให้เกิดทุกข์จริงๆคือไม่มีความ สงบ....
 
คนเรา ทุกคนไม่มีความสงบ....
 
หลายคนอาจจะคิดขึ้นมาทันที และอาจจะเคยได้ยิน คนพูด เหมื่อนประชดชีวิต ว่า
...อยาก สงบ ไม่อยากยุ่งวุ่นวายมากก็หนีไปบวชซ่ะ.....
ผมว่า...ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ คงมีแต่นักบวช...เต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด ...
 
ความสงบในแบบของผมอาจจะ แค่หมายถึง ที่ผมสามารถ นั่งยิ้มๆนิ่งๆไม่ร้อนใจได้ ในขณะที่อากาศร้อนและรถติดมากอย่าง...ตอนกลางวันนี้....
ความสงบที่ สามารถ " อยู่ได้.." ในสภาพแวดล้อม ที่ทำให้คน "เป็นบ้า" ได้..... นั่นหล่ะมั้งคือความสงบในแบบของผม....
ไม่ถึงกับจำเป็นต้อง ตาย...หรือต้องทิ้งทุกอย่างแล้วหนีไปเป็นนักบวช..
ก็สามรถ เข้าใจและมองเห็น ความดิ้นรน ของชีวิตได้...เราก็ดิ้นรนของเราแต่พอประมาณพอ...เอาที่เราพอทำได้..........เพื่อมีชีวิตรอดในสังคมนี้..... 
 
หลายคนอ่านไป อาจจะอึดอัดว่า...ทำไมไดอารี่นี้เหมื่อน  คนแก่เทศธรรมมะ พูดแต่อะไรสงบๆ  ในวัยอย่างเราๆท่านๆนี้ คงเลี่ยงที่จะไม่พูดถึงความรักไม่ได้......ใช่ถูกต้อง.... แล้วมันจะมาคู่กันได้ไง "ความรักกับความสงบ"...เพราะบางทีแล้ว ความสงบอาจจะต้องการความสันโดษ มากกว่า.....
 
ผมคิดว่าความสงบในมุมมองของความรักคือ....ความ มั่งคง...เมื่อมอบความรักให้กับใครก็...มั่นคงสงบนิ่งหยุดความรักให้กับคนนั้น..............แค่นี้ก็สงบ...แล้ว......... ในทางศาสนา ไม่ได้บอกว่าห้ามมีความรัก....  (แต่ห้ามผิดลูกเมียผู้อื่น) ดังนั้นการมีความรักไม่ผิดถ้าคิดว่าความรักของเรา...เป็นความรักที่ สงบ..... ความรัก....ที่ดีๆ เกิดขึ้นได้ เพราะมันทำให้โลกนี้สวยงามและทำให้ค้นพบความสุข และอาจจะรวมถึงความสงบ...เช่นเดียวกันกับผมที่ได้ค้นพบทั้งความรักและความ สงบในเวลาเดียวกัน....
 
(ดังนั้น.....มีความรัก...หรือ หาความรักใส่ ตัวซ่ะ..และหาความสงบ..จากความรัก...และจะพบความสุข... จบ..)
 
 
เริ่มอีกอย่างจบอีกอย่างซ่ะงั้น....    งง   ไม๊ครับ..... เหอะๆๆ ...
 
 
 
 
ขอบคุณ (คุณหวานใจ......) ^^
 
2月26日

Miracle of Love part 1 ใครคนหนึ่ง..

คุณ เคย ลืมตาตื่นมา แล้วไม่ยอมลุกจากที่นอน นอนเฉยๆและ ยิ้มพร้อมกับมีความรู้สึก ดีๆเพราะคิดถึง ."ใครคนหนึ่ง" ไหม... เวลาก็หมุนผ่านไป  ไม่รู้ว่านานแค่ไหน
คุณเคยไม๊..ที่ ฝันถึง สถาณที่ๆ คุณไม่รู้จักมาก่อน มองไปทางไหนก็ไม่เห็นใครนอกจากตัวคุณ จนวันนึ่งคุณได้พบ ""ใครคนหนึ่ง "" ความฝันเหล่า นั้นก็ หายไป..
คุณเคยไม๊ ที่ อยากให้โลกใบนี้มี แต่คุณกับ " ใครคนหนึ่ง"" .และคุณเคยไม๊ที่ไม่อยากทำอะไร นอกจาก นั่งยิ้มถึง เรื่องราวระหว่างคุณและ""ใครคนหนึ่ง""..
 
แม้ว่า""ใครคนหนึ่ง"" นั้น จะเป็นใคร และคนๆนั้นจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย แต่ใครคนนั้น ก็ได้สร้าง สิ่งมหัสจรรย์ ให้กับ ""ใครคนนี้""
 
 
7月17日

บทที่ 11 เสาร์สนุก ศุกร์เบิกบาน อาทิตย์หรรษา จันทร์รันทด..

                             มาแว้ววววว....  วันจันทร์มันมาอีกแว้วววว.... แต่เช้าเลย ท่าน...นายโทรมาตามงาน ฉานยาง หลับปุ๋ย อยู่เยย...งานก็ยังไม่เสร็จ โอ้.......... พระเจ้า.... ตอนนี้ มี งานอยู่ในมือ  4 งาน..  ไม่รู้จะทำยังไง ทำได้แค่นี้ละเว้ย....เอาไรกะกรูอีกฟร่ะ   ม่ะหว๋ายยยแล้น.....ไม่ได้ทำซาลาเปานะถึง ทำแบ๋บๆก็เสร็จ มันต้องคิดนะท่านนนนนน...
                           

                             อ่ะพอละบ่นๆๆ ไปตามภาษา ....เมื่อวาน  วันอาทิตย์เป็นวันทำงานอีกวันหนึ่งของเรา...ตื่นมา สิบโมงกว่า...เยี่ยมมาก รีบอาบน้ำ เช็กเมล์และออกจากบ้านไป ที่ site เค้ากะลังจะรื้อ ตึกเก่า เดี่ยวคนแถวนั้นด่าเอา เลยต้องไปห้ามทัพเสียหน่อย...  ฝนก็ดันตกมาได้ เยี่ยมมาก แทบเป็นหวัดเลย... รีบกลับบ้านไปรับ แม่ พ่อ พี่น้องพาไปซื้อเครื่องดูดฝุ่งเพราะทั้งบ้าน มีอยู่เครื่องเดียวที่ใช้มาตั้งแต่ ยุคแม่เพิ่งแต่ง งาน กะพ่อ ใหม่ๆ..ยี่ห้อ ชาร์ป ทน อย่าง..อึด จิงๆ... เลยกะจะปลดระวางแระ ไปดูชาร์ป เจอแต่เครื่องซักผ้า... ถามได้ความว่าชาร์ป ไม่ทำเครื่องดูดฝุ่นแระ สงสัย ทำดีเกินทนมาก เลย ขายไม่ได้ เพราะมันไม่เสีย เลยเลิกทำซ่ะงั้น..... 

                               ไปดู LG  เพราะแม่ชอบ แดจังกึม เหอะๆๆ..รุ่นนี้เจ๋งเลย ตัวเล็กๆ สีฟ้า..ไม่แพงด้วย ถามอยู่ตั้งนานจนจะซื้อแล้ว.....  คนขายบอกว่าพี่ครับที่พูดมทั้งหมดนี้ เราไม่มีขอนะครับ.....+!!!!!!!!!!  กำ....แล้วก็ไม่บอกตั้งแต่แรก ให้ กรู ยื่น คุยกะมันตั้งนาน..มันเป็น พนักงานขายที่ดีจิงๆ รักการขายมาก...ถามไรบอกหมดแต่ไม่บอกว่ามีของอ่ะป่าว...กำ..คนขายโง่เหรอว่า คนซื้อโง่ ว่ะเนี่ย.....

                             เลยไปดู ฮิตาชิ.....เหลืบไปเหงหน้า แม่ เริ่มไม่อยากได้แล้ว...เลยอ่ะๆๆเอา น่าๆ.. ซื้อไปปุ๊บแม่หน้าบาน เลย...อิอิ  ไม่พอครับท่าน พาแม่ไปซื้อมือถืออีก เพราะแกไปตลาดที ยังกะไปเยี่ยมญาติ..หายไปนานมาก ...เลยต้องมีอะไรติดตามตัวหน่อย..เลยไปซื้อ โมโตเครื่องเล็กๆ ให้ ท่านไป เกื่อบๆ สองพัน..สรุปวันนั้น แม่ ได้ สบายใจอยู่คนเดียว.... ส่วนพ่อ ไม่สนใจอะไร ยื่นดูแต่เครื่องเสียง... สงสัย..คงต้องเก็บตังอีกแล้วเรา...

                           
                              ช่วงเวลาที่ผ่านๆ มา หลายเดือนสงสัยทำงานมากเครียสมากไปเริ่ม ปวดหลัง... และผมร่วง สิวก็ขึ้น โรคกระเพาะก็ถามหา.....ไม่นึกเลยว่า เราจะต้องใช้เบอร์กาม๊อดแล้ว....   เมื่อตาเหลือบ ไปมองเห็น  เจ้า แมว และเจ้าหมาที่เราเลี้ยงไว้ก็นึกอิจฉา มัน วันๆ กินนอน เล่นงานก็ไม่ต้องทำ...ทำไมมานน สบาย อย่านี้ ฟร่ะ...ทำไมเกิดเปงคนมันรันทดแบบนี้ฟร่ะ ทำงาน..แทบเป็นแทบตาย..ทำมากไปสุขภาพก็เสีย...ไม่ทำก้อไม่มีตัง.พอไม่มีตังไม่มีค่า หมายังไม่มองเลย......  รู้งี้เกิดเปงหมาแมว คงดี ถ้ามีคนเลี้ยงดีๆ ..สบายเชียว ดูมันดิ....
                               แบบนี้หล่ะมั้งหลายคน เลยอยากให้มีใครเลี้ยง..โดยเฉพาะสาวๆน่ารัก... เคยอ่านเจอว่า..สาวๆที่ญี่ปุ่นหลายคน... ชอบที่จะเป็น เหมื่อน สัตว์เลี้ยงให้แก่ นักธุรกิจ มากกว่าจะมี แฟนเป็นของตัวเอง...เหมื่อน แมวน้อยจอมซน....เหอะๆ...เป็นคนดีๆไม่ชอบชอบเป็น แมว...ดีจิงๆ...คิดว่า ประเทศ ไทยเราก็คงมีเยอะเหมื่อน กัน ที่อยากเป็นแค่ แมวเหมียวให้ ใครต่อใครได้เลี้ยง....
                               แต่ถ้าจะให้ ฉันเลือก ฉันเลือกเลี้ยงหมา ดีกว่าเลี้ยงแมว...เพราะยังไง หมาก็ซื้อสัตย์รักเจ้าของคนเดียว....
                               เฮ้ออออ.ได้เวลา ทำงานแว้ววว......โชคดีจงมีแด่ทุกท่าน..
                              
                            
                                 ตั้งใจทำงานนะ นายต้น.................
7月15日

บทที่ 10 That ...Taxi

                    เอ่อ.... ตี สอง สี่สิบ....เยี่มมาก.. นอนไม่หลับอีกแระ...มันเป็นอะไรของมันฟร่ะ....
 
                       เอาหล่ะมาดูกันสิว่า วันนี้ เราทำอะไรไปบ้าง... เช้าตืนมา เก้าโมงเช้า นอนไปนิดเดียว เพราะต้องรีบมาทำงานต่อ..รู้ว่ามีนัดกะลูกค้าตอน บ่าย 4  ทำงานแล้วมารู้ตัวอีกทีก็ บ่ายสามแล้ว...( มันจะทันไม๊เนี่ย)
 แต่ เราก็ทำแจ๊กพ๊อตโดยการ ไปทันไม่พอ ไปถึงก่อนใครๆด้วย เชื่อไม๊ว่าจากฝั่งธนไปถึงเมืองทอง ใช้เวลาแค่ 45 นาที....
เหยียบกันหูดับตับไหม้....
                        พอดูไซด์งานเสร็จ หิวชะมัด...เลยแวะจอดกิน ร้านราดหน้าที่เมืองทอง จำได้ว่าเคยมากิน กับพี่ที่ ออฟฟิตทีหนึ่ง ตอนนั้นคน เยอะมาก ทำไมมา งวดนี้คนน้อยจังไมรู้ แต่อากาศวันนี้ ดีมากๆ ลมเย็นๆ คนน้อยๆ ขับรถก็ไม่เครียสเพราะรถไม่ติด...ซัดไป 3 จาน เหอะๆๆ  .... กับเก๊กฮวย อีก 2 แก้ว.. ยังกะอดอยากมาหลายวัน..คนขาย งง...และดีใจไปพร้อมๆกัน.
เป็นวันที่เรียกว่าเดินทางและทำงานได้อย่างสบายใจ.....เหอะๆๆๆ
                       
                        กลับบ้านมาวันนี้ขอ งด ทำงานสักวัน...เพราะเหนื่อยกะการออกไปข้างนอกแล้ว เดินไปเดินมา ตลอด เลยมานั่งหาหนังที่เคยดูมาดูใหม่ เจอเรื่อง เดอะลาสซามูไร  ของพี่ ทอมครูสสสสส.... เลยดูซ่ะ..เพราะชอบนางเอกมาก......เลยนอนไม่หลับเลย...
                         สัปดาห์นี้ นายต้น ไม่ได้ทำอะไร นอกจาก นั่งทำงานหน้าคอม ไม่ได้ไปไหน ก็เพิ่งมีวันนี้แหล่ะที่เห็นเดือนเห็นตะวัน ....เลยรู้สึก ดีใจเป็นพิเศษเหมื่อน กบได้ออกจากถ้ำ...
                        วันนี้ระหว่างรถเคลื่อนตัวช้า..บนทางด่วน.เลยเหลือบไปมองเห็น แท๊กซี่คันหนึ่ง ด้านหลังเห็นหนุ่มสาว นั่ง กอดกันเบาะหลัง..เยี่ยมมมาก.... ไอ้เหตุการ์ณ ภาพแบบนี้ จริงๆแล้วเราเห็นบ่อย แล้ว ตาเจ้ากรรมก็มัก จะมีเรดาห์ พาไปที่ภาพเหล่านี้เสมอๆ ทำไมไม่รู้ มองรถคันไหน เป็น แจ๊กพอตแตกกทุกที....
                        เราเคยสรุป ขำๆเป็นสถิติขำๆ...เฉพาะตัว เราเองไว้เล่นๆ ไม่เคยบอกใครว่า.... เราคิดว่า หนุ่มสาวจะ แอบ ดอด ไปพบกันตอน คืนวันศุกร์มากที่สุด เพราะว่า...ช่วงเช้าๆวันเสาร์ ถ้าตาดีๆ มองไปแท๊กซี่คันไหน อาจจะเจอ ภาพน่าประทับใจ ของหนุ่มสาวที่ กำลัง รำลา หรือไม่ก็กำลัง ซบไหล่ ซบอกกันอยู่หลัง เบาะนั้น...ซึ่งทำให้เราพอจะเดา ภาพ ก่อนหน้านั้น ....ไม่กี่ชม.ได้ไม่ยากนัก....ถ้าคุณมีจิตนาการพอ....เป็นภาพที่เราเห็นในช่วงเช้าๆ วันเสาร์ ถึงช่วงก่อนเที่ยงของวันเสาร์มากที่สุด..   
                      เอาหล่ะมันก็แค่ เรื่องของ สถิติบ้าๆบอๆ ...  ใครจะทำอะไรมันก็ไม่เกี่ยวกะเรานี่เนอะ..อย่าเดือดร้อนคนอื่นเป็นพอแล้ว....เอาหล่ะๆ นอนดีก่า...อย่างน้อยหลับตา นึกถึงงานที่จะต้องทำต่อพรุ่งนี้อาจจะช่วยให้เราหลับได้....
                    
                      ฝันดีนะ นายต้น.....
 
 
7月14日

บทที่ 9 Some day i will Big Big Big...Big Bang

                                   จริงๆแล้ว นี่มันก็เป็นเวลานอนของชาวบ้านเขาแล้ว.......แล้วทำไมเรายังไม่หลับ...  
ฉันกลายเป็น ค้างคาวตั้งแต่เมื่อไหร่....   ดึกๆเงียบๆ สมาธิมีมากมายเหลือเกิน แต่ แล้ว ความง่วงก็แทรกซึม มาตามสมาธิ และ ฌาน นั้น (เช้าฌาน..หลับ)

 
                                 จู่ๆ พรุ่งนี้ก็มีธุระจนได้ต้องออกนอนบ้านจนได้.. หนึ่ง เดือน ที่ผ่านมา เก็บตัวไว้ มาเสียท่าก็ คงพรุ่งนี้แหล่ะ จู่ๆ ลูกค้าก็นัด ...ซ่ะงั้น.... นัดแบบ วันนี้พรุ่งนี้ไป เยี่ยมมาก ...ไม่มีการล่วงหน้าเลย
                                แล้วมันเรื่องอะไรที่เรา จะต้องไปหล่ะ มันยังไม่มีเรื่องต้องประชุมนี่นา..........เฮ้อ...ตั้ง นนทบุรี..ไอ้เราก็อยู่ตั้ง..ฝั่งธน..  ค่าน้ำมันละก็ไม่ต้องพูดถึง  เพราะ...เราเหยีบมิดแน่ๆ......กำ....
นี่แหล่ะน้า...ชีวิต มัณฑนากร น้อยๆ....
 
                                  ใครๆก็บอกว่าลูกค้าคือพระเจ้า..แต่ทำไมพระเจ้าแต่ละองค์จู้จี้จัง....  พระเจ้าองค์ที่จะไปพบพรุ่งนี้ก็ยังวัยไล่เรี่ยกัน...ทำไม๊...ถึง.........( สงวนไว้เอาว่ารู้กัน)ทำเหมือนคนแก่ไปได้.....
             
                                   ปัจจุบันฉันอยากแยกร่างได้ เป็น หลายส่วนจัง  จะให้ ดีให้ได้สัก สี่ ส่วน กระจายกันไปทำงานตอนนี้ ทุกอวัยวะ มารวมศูนย์กันอยู่ที่กองบัญชาการนี้ ทำอะไรก็ทำได้ไม่กี่อย่าง   ยิ่งงานด้านนี้ มันต้องใช้ทั้ง หัวใช้ทั้งมือใช้ทั้งปาก...ทุกวันนี้จะแบ่งเบาภาระมือโดยการเอา เท้ามาจับช้อนให้มันรู้แล้วรู้รอดแล้ว.......... แล้วฉันจะบ่นทำไมเนี่ย....ก็ยังไม่แก่นี่นา...


                                   ในอาวกาศอันกล้างไกล ไม่แน่ว่าอาจจะมี มนุษย์ต่างดาว ที่ อวัยวะแต่ละส่วนมีสมองควบคุม ตัวเองอย่างอิสระ แต่ ผ่านการสั่งการจากสมองส่วนกลางเท่านั้น..... ฉันว่าน่าจะดี  อย่าเช่น ถ้าเราหิว...สมองสั่งท้องว่า  เฮ้ย..หิวแล้ว ไปหาไรกินด่วน.....เจ้าท้องก็จะบินไปหาอะไรกินเอง...โดยตัวยังนั่งอยู่ . สมองสั่ง ว่า คันตูด....   ตูดก็จะลอยไปถูกกะต้นไม้ให้หายคันเองโดยมือ ยังทำงานได้ไม่ต้องละจากงาน.....และถ้าบอกว่า...เฮ้ยเจ้า หู  ตา  กะ ปาก พรุ่งนี้ไปประชุมนะ...มันสาม ตัวก็จะรวมตัวกันแล้ว บินไปประชุมโดยที่มือยังอยู่บ้านทำงานได้.............
                                   เอ่อ ......เจ๋งว่ะ......
 
                                  ใครจะไปรู้ว่าใน จักรวานนี้มีอะไรแปลกๆตั้งเยอะ..... มันก็น่าสงสัยตอนที่ นักวิทยาศาสาตร์บอกว่า อาวกาศ เกิดจากการ ระเบิดออกของกลุ่มพลังงาน...ที่เรียกว่า BigBang บิ๊กแบง  ทำให้กลุ่มพลังงานต่างๆ เกิดการรวมตัวและกระจัดกระจายตามทฤษฎี ของ การกระจาย...และด้วยความหนาแน่ ของมวลสาร บางอย่างทำให้เกิดสนามแม่เหล็ก และแรงดึงดูดขึ้น.....
                                   มาคิดๆดู ฉันว่า... บางทีแล้ว บิ๊กแบง  มันก็อาจจะเป็นแค่มุขตลกๆ ของนักวิทยาศาสตร์ที่เอาไว้ ตอบคำถามของ พวกนักเสาะรู้เสาะเห็กก็ได้....เพราะนักวิทยาศาสตร์มันจะไปเกิดทั้งดูอาวกาศเกิดได้ไง....
                                   
                                   เหมือน ที่พ่อแม่อาจจะเคย หลอกเรา ตอนเด็กๆ เมื่อเราถามว่า  พ่อฮ่ะ แม่ฮ่ะ  ผมเกิดได้ไงฮ่ะ...งซึ่งมันอาจจะเป็นคำถามที่ดูล่อแหลมสำหรับเด็ก...ไม่ถึง 10 ขวบ สักหน่อย  พ่อแม่ เลยตอบแบบ ผ่านๆไปว่า อ๋อลูกเกิดจาก กระบอกไม้ไผ่ บ้าง  เกิดจาก ไข่บ้าง   บ้างก็พิศดารว่านั้น บอกว่านกกระสา คาบมาทิ้งไว้หน้าบ้าน....
                                    มันก็คงเป็นแค่ กล ทางจิตวิทยา ที่เอาไว้หลอกคนที่ มีความรู้เรื่องนั้นๆ หรือ คนที่มีวุฒิภาวะต่ำกว่าเรา...ว่าง่ายๆคือหลอกเด็กไปวันๆ.....
                                   
                                    เลยมีคำถามเกิดขึ้นว่า....แต่ถ้าคนที่มั วุมิภาวะเท่ากันหลอกกันเองหล่ะ.....
                                   
                                    ง่ายๆเลย ต้องเข้าใจก่อนว่าในสังคม....มีอยู่สองอย่าง..คือ....ประเภทที่ ทำตัวเป็นปลาใหญ่ แต่เชื่อง  กับประเภทที่ ทำตัวเป็นปลาเล็กแต่ดุ....  คนอ่านคง งง  นะฮ่ะว่าทำไม ถึงเป็นปลา....
                                     ลองคิดดูสิ ปลาใหญ่มันต้องกินปลาเล็กใช่ไม๊... แต่เมื่อมันเชื่อง  หมายความว่ามันเป็นมิตรไม่ทำร้ายใคร... อย่างเช่นปลาวาฬ ปลาโลมา....  ก็เหมื่อนคน ที่ทรงคุณวุฒิ ผู้หลักผู้ใหญ่ ที่น่าเครารพ นับถือ ที่ดูแล้วท่าทาง จะดุ ท่าทางใจร้าย แต่จริงๆแล้วใจดี .....
                                   ส่วนพวกปลาเล็กก็เหมือน พวกเราๆ พวกวันรุ่น วัยทำงานไฟแรง ร้อนแรง ชอบอยู่กันเป็นฝูงเพราะรู้ตัวว่าเราเล็ก...   เมื่อไหร่ที่ปลาเล็กอยู่ ตัวเดียวเจอกะ ปลาวาฬ รับรอง ตายหยั่งเขียด ยกเว้น ปลาเล็กจะ ปรัวตัวและ เอาความสามารถเฉพาะตัวขของปลาเล็กมาใช้    และถ้า ปลาใหญ่  อยู่เป็นฝูงหล่ะ มันก็จะดูน่าเกรงขาม เป็นพลังอันยิ่งใหญ่...   ปลาเล็กไม่สามารถหลอกปลาใหญ่ ได้ นอกจากมากันเป็นฝูง... ปลาใหญ่ก็หลอกปลาเล็กไม่ได้เพราะความสามารถเฉพาะตัวปลาเล็กมีสูงกว่า....แต่ ไอ้พวกเดียวกันนี่สิ   ปลาเล็ก ก็ต้องแก่งแย่งกันเป็นจ่าฝูง... ปลาใหญ่ก็เช่นกัน....
                                   ทางเดียวที่จะทำให้ กฎของธรรมชาตินี้ เสียไปคือ ต้องหลอกปลาใหญ่ เข้าไปถิ่นปลาเล็ก  อย่างที่บรรดาเสี่ยๆ ทั้งหลาย ชอบไปเที่ยว คลับ เที่ยวบาร์ที่มีสาวๆวัยรุ่นไซด์ราย  มากมายคอยต้อนรับ...เท่านั้นแหล่ะ รับรอง...ปลาใหญ่ ตายหยั่งเขียด.........................
 
                                     เอ่อ....มั่ว มันจนจบจนได้....  เอาหล่ะๆๆๆ   เริ่ม มึ่นๆเหมือนได้กินแอลลกฮอล์แล้ว..เราเป็นคนหนึ่งที่ไม่พิศมัยรสชาติ แอลล์กฮอล์ และไม่ชอบที่แออัด..และการเดินทางดึกๆ..การทำงานให้เยอะนอนให้ดึก คิดอะไรให้สลับซับซ้อน ก่อนนอน ทำให้เรามึน เหมือน เมาได้   นี่คือการประหยัดโดยที่ไม่ต้องเสียเงินซื้อแอลล์กฮอล์กินแต่อย่างใด......ไม่สงวนสิทธิ์ใครสนใจลองเอาไปใช้ได้.....แต่ระวังติดจนโง่หัวไม่ขึ้น เพราะกลายเปงโรค นอนไม่หลับ......
                                     ไม่ไหวแระ ...นอนดีกว่า...เอาแรงไว้พรุ่งนี้....ยิ่งเป็นพวกหลับลึกหลับยาวอยู่ด้วย ถ้าแม่ไม่ปิดแอร์แดดไม่ส่องตูดไม่มีตื่นแน่.....
 
ปล.  อยากได้วิธีการปลุกแบบ หอมแก้มแล้วตื่นจัง......จะหาได้จากไหน...... อิอิ..
                                      
 
                                          ฝันดีนะ นายต้น............
                                
 
                                    ให้ฝันเห็นดวงดาวมากมาย....
                                    ฝันเห็นเจ้าชายเจ้าหญิง หลับฝันสวยงามมม.......คร่อกกกกกกกกกกกกกฟรี้....
7月13日

บทที่ 8 [ If i can pick.....]

วันนี้ตื่นมาพร้อมความปวดหัว  และปวดหลังมาก คงพราะ 2 วันที่ผ่านมานั่นทำแต่งาน ไม่ได้ลุกไปไหนเลย ....วันนี้ก็คงเหมือน ๆกัน....


                      เช้านี้ตื่นขึ้นมา แล้วนั่งมึนๆอยู่เกื่อบๆ ครึ่ง ชม.ได้...กว่าสมองจะบู๊ต เสร็จ...ในระหว่างที่มึนๆ อยู่นั้น สมองก็ไปจับถูกสัญญาน ของ หนังเรื่องหนึ่งที่เคยดู นานแล้ว เป็นหนังหนึ่งใน ไม่กี่เรื่องที่ ชอบมาก  ....
                                     

                                     เรื่อง The butterfly effect  หนังก็พูดถึงเรื่อง หนุ่มคนหนึ่งที่ มีอาการ วูบ และ ลืมตัว ในบางครั้งบางคราว เรื่องราวต่างๆผ่านเข้ามาในชีวิตมากมายเขาได้จดบันทึกผ่าน สมุดเล็กๆ ตลอดเวลา จนโต.....แล้ว เรื่องราวต่างๆในชีวิต วัยเด็กที่ บางช่วงเวลาเขาได้ วูบและหมดสติไปนั้นได้ย้อนกลับมา ให้เขาได้แก้ไข อดีต ความผิดพลาด บางอย่าง เพื่อ ช่วยเหลือ คนรักและคนรอบๆข้างเขาให้ มีชีวิตที่ดีกว่าปัจจุบัน....แต่ เรื่องราวมันก็ไม่ใช่อย่างที่คิดดูเหมือนเขายิ่ง อยากช่วยเหลือใคร...อีกคนหนึ่งก็ไม่สามารถช่วยได้.. มีคำพูดหลายคำที่ชอมากในเรื่องนี้...คือ  
                                        
                                         เราไม่สามารถแก้ไขอดีตโดยไม่กระทบอนาคตไม่ได้..........
                                         มนุษย์ไม่สามารถบงการทุกอย่างได้...
                                         อดีตบางเรื่องไม่ต้องเก็บไว้เตือนตัวเอง ถ้าเรารู้ตัวว่าเราคือใคร...

                                    
                                      หนังเรื่องนี้  เราว่าดีมาก แฝงไว้ด้วย ปรัชญาการดำเนินชีวิค บางอย่างที่ น่าสนใจ .....
 
                                      การดำเนินชีวิต ของ คนเรา ที่ผ่านเรื่องราวต่างๆมากกมาย  ทั้งดีทั้งไม่ดี  ในชึวิตคนเรา  หมุดแห่ง เวลามากมาย ปักลงบนชีวิตเรา..หมุดเวลาเหล่านั้นคือเหตุการรณ์ ต่างๆ บุคคลต่างๆ ที่ เราต้องจดจำ เขาไปตลอดชีวิต....
 
                                     แต่ละหมุดเวลานั้น หลายคนคิดหรือเปล่าว่า จริงๆแล้วมันเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตเรา....ถ้า หมุดอันนั้น ไม่ใช่ คนๆนั้น ถ้าเราไม่ได้รู้จักคนๆนี้ ถ้าเราไม่ได้ไปที่แห่งนั้นหล่ะ  ถ้าเราไม่ได้ ย้ายบ้าน...ถ้าเราไม่ได้ เข้าเรียนที่นั่น ที่นี่.... อะไรจะเกิดขึ้นกับชีวิตเรา...ชีวิตเราจะเป็นอย่างไร...ชีวิตเราอาจจะแตกต่างจากปัจจุบัน หน้ามือเป็นหลังมือเลยก็ได้.....
 
 
                                      แล้วเราจะสามารถจดจำเหตุการณ์ ต่างๆ หมุด เวลา ต่างๆในชีวิตเรา ได้มากมายแค่ไหน ในช่วงชีวิตที่เราจะมีได้   บางคนมี หมุดเวลามากมาย   บางคนมีเพียงไม่กี่อัน......ความทรงจำเหล่านั้นถ้ามันมีมากมายจนเก็บไม่อยู่  มันก็อาจจะสามารถ ทับตัวเราเองให้ตายได้.......เราจึงต้องเลือกเก็บแต่ความทรงจำที่มีค่า....มีความสำคัญ เป็นจุดที่ เปลี่ยนของชีวิตเรา...... บางคนก็มีวีธีเก็บ หมุดเวลา เหล่านั้น ในหลายๆรูปแบบ บางคนก็เขียน ไดอารี่  บางคนก็ถ่ายภาพเก็บไว้  บางคนก็ถ่าย VDO เก็บรวบความทรงจำ ของเขาไว้ในรูปแบบต่างๆ....
 
 
                                       ของเหล่านั้น...เราสามารถ นำกลับมาอ่านมาดูได้ ทุกๆเมื่อเพื่อ  เตือน รำลึกและ ตอกย้ำ ...ถึง เหตุการร์ณต่างๆในชีวิตเรา.ที่ผ่านไป......แต่เวลาของชีวิตหล่ะ.....ใครจะสามารถ replay มันกลับมา ทำใหม่ ดูใหม่ และแก้ไขบางสิ่งบางอย่าง ที่เราคิดว่า ผิดพลาดไป ในครั้งนั้นได้หรือไม่.....??
 

                                     
 

                                  คนบางคน...เขียนไดอารี่ เพื่อ เอาไว้เก็บความทรงจำมากมาย...บางคนเขียนเพียงเพื่อแก้เหงา.... แต่สำหรับฉันเขียนเพื่อ ฉันได้เข้าใจว่าตัว ฉันเอง มีที่มาที่ไปอย่างไร....
 
                                     อย่างน้อยก็เป็นเวลาสั้นๆให้ฉันได้ ทบทวน ถึงความสำคัญของชีวิตชีวิตฉัน  ได้ทบทวนถึงรายละเอียด ความผิดพลาดให้ฉันได้เข้าใจ และ เห็นตัวตนของตนตัวเองว่า...  ฉันทำอะไร...??
                                      
                                     ถึงแม้ฉันจะรู้ ตัวเองเสมอว่า...ฉัน คือใคร? ทำอะไร.?..เพื่อใคร?..... แต่ บางครั้งแล้ว จุดประสงค์ในการ มีชีวิต และจุดหมายของชีวิต.... ฉันอาจจะต้อง ค้นหา จาก หมุดเวลาของฉันเอง....ว่าทำไมฉันถึง ปักหมุดที่นี่  ทำไม ถึงทำแบบนี้  บางอย่างฉันทำเพราะสถานการณ์  บางอย่างฉันทำเพราะฉันเลือกเอง....
 
หมุดบางหมุดปักเอาไว้จดจำเพื่อประทับใจ....และหมุดบางหมุดปักเอาไว้เพื่อเตือนตัวเอง........
                                    
                                    ถ้าฉันได้ทบทวนและเรียนรู้ หมุดเหล่านั้นฉันจะได้ สร้างหมุดเวลาอันใหม่ และ หมุด ต่อๆไป เพื่อ พาฉัน ชีวิตฉันไปสู่ จุดสุดท้ายของ เวลาชีวิตของฉันที่หมุน ผ่านไปในแต่ละวัน....
                                    
                                       ชีวิตคงไม่ใช่ภาพใน หนัง หรือ ในVDO ที่จะสามารถ replay มาทำใหม่ มา ดูใหม่ได้....แต่ฉํนก็จะมีสติมากขึ้นในการดำเนินชีวิต  ทำวันนี้ให้ดีที่สุด.....และฉันสามารถบอกใครๆว่า.....ชีวิตฉันดำเนิน ต่อไปโดยมีสติ อยู่กับปัจจุบัน และเรียนรู้ความผิดพลาดในอดีต เพื่ออนาคต ของฉันอาจจะไม่ต้อง อาศัยหมุดเวลา มากมาย ในการเตือนตัวเองและเตือนความผิดพลาด ของตัวเอง...ในอดีต




                             
 
7月10日

บทที่7 หนึ่งในล้าน

                                       จำได้ว่า ปลา เคย เอา MV เพลงนี้ให้ฟัง.....ตอนนั้นจำได้ว่าชอบมาก...แล้วหลังจากนั้นก็ไม่เคยได้ยินอีกเลย....เพิ่งมาได้ยินก็เมื่อ กี้ได้....ตอนนี้ก็ยังชอบอยุ่เหมื่อนเดิม.....
                                     เราคิดว่าหลายๆคนคงเคยฟังเพลงนี้แล้วหล่ะ แต่ว่าได้ ดู MV แล้วชอบเพลงนี้มากขึ้น โดยเฉพาะกับคนที่ใช้เน็ตเป็นประจำอย่างเรา....ก็รู้สึกว่าตรงกับเราเลยในMV หน่ะ......
                                     
                                      http://www.jabchai.com/main/view_joke.php?id=1094
                                      

                                       มันทำให้เรารู้สึกว่า โลกนี้ยังไงเราคง หาเพื่อนได้ไม่ยาก แต่ว่าจะหาคนที่เป็น คู่เรานั้นยากเหลือเกิน....  หลายๆคน
                                      ฉัน ผิดหวังเรื่อยๆ มาตลอด กับ การตามหา หนึ่งในล้านของฉัน... จนทุกวันนี้มันทำให้ฉันกลัว....กลัวที่จะรักใคร กลัวที่จะทำความรู้จักกับใคร.....เพราะรู้สึกว่า ตัวฉันอาจจะไม่เหมาะแก่การ มีคนเข้าใจก็ได้...... ได้แต่พยายาม เข้าใจ ใครต่อใครมากมาย  แต่ทั้งชีวิตฉัน    ฉันยังไม่เคยพบคนที่ พยายามเข้าใจฉันเลย...   ทุกคนที่ผ่านมาและผ่านไป ต่างมองทางเดินของตัวเอง....ที่ไม่ได้มีฉันร่วมทางอยู่ด้วย เสมอๆ ....
                                        คำว่าแฟนคงไม่ได้มีค่ากับฉันมากมาย พราะฉันไม่เคยแม้แต่ได้รับและสัมพัส กับคำๆนี้เลย....
                                       ฉันจึงเป็นหนึ่งคนที่ กลายเป็น โรค กลัวการแข่งขัน เพราะ สิ่งที่ฉันแข่งขันด้วยคือ จิตใจ ของ อีกฝ่ายหนึ่ง....   ฉันเดาไม่ออกว่า...ฉันจะ แพ้ หรือฉันจะชนะมันเหมือนไม่มีที่สิ้นสุดเลย..
                                       ฉันไม่อยากรู้สึกว่าฉันยื่นอยู่อย่างโดนเดี่ยวในทุ่งหญ้าที่มองไม่เห็นใครสักคนที่จะ เดิน ไปกับฉัน เมื่อทางข้างหน้าฉันรู้ว่าฉันต้องต่อสู้กับ จิตใจของใครบ้าง....


 
                                       เวลาที่ฉันพบว่า ฉันรักใครแล้วต้องแข่งขันกับผู้ชายคนอื่น... ฉันมักจะหยุดและเดินกลับตามทางของฉัน....สิ่งที่หยุดสิ่งนั้นไม่ใช่ สิ่งที่ฉันมองเห็น   แต่สิ่งที่ฉันมองไม่เห็นนี่สิที่ ผลักดันให้ฉันนั้น หยุด.... ฉันไม่รู้ว่า จุดจบมันอยู่ที่ไหนฉันมองไม่เห็น เหมื่อนฉันยืนอย่างโดดเดียวกลาง
ทุ่งที่ไม่มีทางให้ฉันเดินสักทาง......จุดสิ้นสุดของความรัก เมื่อ มันมี ทาง อยู่ 3 ทาง ที่แยกจากกัน.... ทุกคนสามารถเลือกได้เพียงคนละหนึ่งทาง....   ฉันอาจจะชนะ ในเกมๆหนึ่งแต่ฉันจะแน่ใจได้อย่างไรว่า มันจะไม่มีอีกเกม มาทำให้ฉันต้องต่อสู้อีก.....  แล้วถ้าฉันไม่ชนะฉัน จะรู้ได้อย่างไร ว่า..ผู้ชนะที่ไม่ใช่ฉัน คือ ผู้ชนะ ตัวจริงในเกมนั้น .....ฉันจึงเลือที่จะหยุด แล้วยืนดู..... เธอคนนั้นค่อยๆ ห่างหายไปดีกว่า..
 
                                         ไม่ใช่ว่าฉันไม่รัก....หรือไม่คิดจะต่อสู้ เพื่อ บูชาความรัก..ฉันเคยทำมามายมายแล้วมากเสียจน หลายๆคนรอบๆตัวฉัน ยังทึ่ง ในสิ่งที่ฉันทำ.........แต่นี้แหล่ะคือการบูชา ความรัก ตามวิธีของฉัน..... ที่ไม่มีใครเคยพยายามจะเข้าใจ.....   ฉันเชื่อมั่นในรักแท้และรักเดียว.... ฉันเชื่อมั่นในความจริงใจและในคำพูดทุๆคำที่ฉันพูดออกไป..... แต่ทุกสิ่งในโลกนี้ ฉันไม่อาจจะ แปลความหมาย การกระทำของ คนนู้น คนนี้ เป็นความหมาย ที่ฉันเข้าใจได้ง่าย...... ฉันจึงรู้ว่าฉันอาจจะเป็นคนที่ไม่เหมาะสมจะมีความรัก ไม่เหมาะสมจะมีคนรักเลยก็ได้...................
 
                                           ฉันก็ได้แต่รอคอย ค้นหา  และหวังว่าฉันจะ ค้น พบ หนึ่งคนในล้าน คน ที่เกิดมาเพื่อเป็นคู่กับฉัน  ก่อนที่ฉัน จะหมดแรงค้นหา......และต้องพ่ายแพ้แก่กาลเวลาในที่สุด...
                                            ฉันยังคงเดินทางไปพร้อมกับดวงตาที่ มองหาความรัก..
                                           .ที่จะเดินไปทางด้วยกัน....จนสุดทาง...
 
 
Something under the Sky....
Sometime i smile.....
Sometime i sad......
Sometime i laugh.....
Sometime i walk and run....everwhere
But love in my eye everytimes i to look for  some love and some mind from someone.
Love is run together me...
 
 
Maybe......

บทที่ 6 งดเล่า... เข้าพรรษา

                            เมื่อไม่กี่ ชม. ที่ผ่านมา ฉันสดุ้งตื่นเพราะ เสียง ยานอาวกาศลงจอด ในฝัน พอขยี้ตาและตั้งสติได้ จึงรู้ว่าที่แท้มันเป็นเสียงกลอง ของ ขบวนแห่เทียนพรรษา  ......^___^


                             โห..นี่มันเข้าพรรษา อีกแล้วเหรอเนี่ย.....จำได้เข้าพรรษา ปีที่แล้ว เราก็นั่งทำงานแบบนี้แหล่ะ หมายความว่าเรา เริ่มมีงาน ฟรีแลนท์ มาปีกว่าๆแล้ว..... อื่อก็ทำมาจนได้นะ... ปีๆหนึ่งมันเร็วจริงๆ ที่เปลี่ยนไปจาก เข้าพรรษาปีที่แล้วคงจะเป็น ตัวฉันที่คงแก่ขึ้น......กับโน๊ตบุ๊กเครื่องใหม่ที่ ซื้อมาแบบโง่ๆ 
 
                              ฉันสวมวิญญาน ทหารเกณฑ์ รีบอาบน้ำให้เสร็จภายใน 3 นาที พร้อมกับ สวมวิญญานไทยมุงต่อเลย..ก็ลงไปดูเค้าแห่ สิงห์โต กัน...เฮฮากันใหญ่....  เจ้าน้องหมา ของเราก็เห่า กันยกใหญ่ ร่วม กันเฮฮา  กับเค้าด้วย...
                              พูดถึง แห่ สิงห์โต...ตั้งแต่ฉันเกิดมา จนป่านนี้ฉันได้ดู มันเกื่อบ ร้อยครั้ง แล้ว ที่หน้าบ้านฉัน ทุกๆปี จะมีแห่สิงห์โต กันหลายๆครั้ง  และทุกครั้ง ฉันก็จะ ออกมายืนดูหน้าบ้าน มองไปมองมา.... ตั้งแต่เด็กๆจำความได้ก็เห็นมันตั้งแต่ ตรุษจีน  ทำบุญศาลเจ้า..เข้าพรรษษา  คนบวช เอ่อ....เยอะมาก...อาจจะเป็นเขตที่มีการแห่ สิงห์โตมากที่สุดใน  กทม.ก็ได้......
 
                              จะห่างหายไป ไม่ได้ดูก็ช่วง.....ที่ไปเรียนต่อที่ลาดกระบัง ไปขลุกอยู่แถว ลาดกระบังมา 3 ปี ก็ทำให้ มาดูใหม่  เกิดอาการ เคอะเขิน ขึ้นมาเหมื่อนกัน....
 
                              มาปีนี้ได้ดู พบเลยความเปลี่ยนแปลง เพราะ  นอกจากสิงห์โต  กับมังกรสีทอง ที่เห็น อยู่ประจำ จนบางตัวรู้สึกมัน ดำๆไปแล้ว....(สงสัยมันไม่ได้ซัก)  ปีนี้มันมีสมาชิกใหม่ เป็นตัวเขียวๆ เห็นตอนแรกตกใจนึกว่ายังทำไม่เสร็จ แล้วเอามาแก้ขัด......มองๆไปเหมือนไส้เดือน....มองอีกที ถามพี่สาวจึงรู้ว่า.....อ๋อ มัน คือ พญานาค.....เยี่ยม ....ครีเอท ได้เจ๋งมา  จนกู ดูไม่ออกเลย.....เหอะๆๆ...
 
 
                               จากเด็กๆ ...เคยออกไปเต้นหน้าบ้าน เลย...พอโต ขึ้นเริ่มมี ยางอาย....  สงบเสงี่ยมขึ้นเยอะ...เหอะๆๆ



                             
                               
                              ช่วงเข้าพรรษาใครๆก็รณรงค์ งดเหล้าเข้าพรรษา  ..... ไอ้เราก็เมืองพุทธเนอะน่าจะ สกิด ต่อมขี้เมาของพวกขี้เมาให้มันได้เพลาๆลงได้บ้าง   แต่ที่แน่ๆ เมื่อกี้เห็น ใน ขบวนที่เค้าแห่เทียน พรรษากัน พวก ลิ้วล้อ ในขบวนนั้น ลุงๆป้าๆ เริ่ม รำกัน ป้อเลย....สงสัยดูอาการแล้ว แอลลกฮฮล์ไปสกิด ต่อม ลิเก เข้าให้แล้วแน่ๆ....อิอิ....


                              สมัยเด็กๆ  เคยได้ยิน ที่เค้าว่า.... วันศุกร์ พี่ไทยก็เมา   วันเสาร์พี่ไทยก็เมา  วันจันทร์พี่ไทยก็เมา...เมามันทุกวัน
                            มันก็คงแสดงให้เห็นว่า ชนชาติพี่ไทยนี่ คงเป็น กลุ่มคนที่รักความสสนุกสนาน เฮฮา....สังคสรรค์และ....รักเพื่อนพ้อง
ซึ่งก็คงไม่ต่างจาก กลุ่ม อื่นๆ สักเท่าไหร่ เพราะเห็น เวลา เมา มันก็เมาได้ ทุกๆ ชาติไป....แฮ่ะๆๆ
                              จะว่าเราเป็นคน ไม่ ดื่ม แอลล์กฮออล์ ก็ไม่ใช่ นายต้น ก็ ดื่มบ้าง แต่ไม่ใช่ ดื่มแบบเอาเมาเอา อร่อย เพราะมันไม่อร่อย เต็มที่ แก้วเดียว ก็ พอแล้ว .....และ ก็ไม่ใช่ดื่ม เพื่อ ความเท่หรืออะไร...เราก็แค่ ได้พบปะเพื่อนฝูง เดือนนึ่งไม่เกิน สองครั้งก็พอแล้ว...ไม่งั้น คงจนตาย...ไม่ต้องทำอะไรกันพอดี....แต่ มาหลังๆห่างหายไป ครึ่งปีแล้ว.... เพราะเพื่อนหายหมดเกลี้ยง  หลังจากคนสุดท้าย ยืมเงิน เราไปแล้วไม่จ่าย.....แทนที่เราจะเป็นคน ตัด ความเป็นเพื่อนกับมัน   กลายเป็น มันป็นคนตัดความเป็นเพื่อน กับเราซ่ะเอง เพราะมันไม่มีเงิน จ่าย หนี้เรา....ทำไมโลกมันกลับตาลปัดแบบนี้ไม่รู้...
 
                              วันนี้คงไม่ได้ไปไหน กะ ว่าจะ เครียรงานๆๆ และก็เครียรงานๆๆ   ทำไมมันเยอะแบบนี้ฟร่ะ.......  ก็ดีทำงานมันให้ แตกฉานไปเลย....ให้ตายไปข้างนึ่ง....สาธุ  ขอให้เรารวยเร็วๆๆ  เพราะข้าวของเดี๋ยวนี้ก็แพงกันซ่ะเหลือเกิน ไม่กล้าออกไปไหนแล้ว.....
 
                              วันหนึ่งๆ ออกจากบ้านที เติมน้ำมัน สามร้อย  ค่า นู้นค่านี่ สรุป หนึ่งวันใช้เป็น พัน.... ยิ่งถ้าไปไกลๆหาลูกค้า รับรอง กลับบ้านมา เก็บตัวอีกหลายวันเลย...... 
                              ก็นึกว่าเรายังดีที่ไม่มี แฟนไม่มีใครมาเป็นภาระ แค่ให้ ม่าม้า เดือนๆหนึ่งมันไม่เกิน ความสามารถเราอยู่แล้ว แต่ถ้ามีใคร มาเป็น เรือ พ่วงอีก ลำรับรอง ตายแน่.... ที่รู้เพราะเคยมี  แล้ว she  ก็ นิสัยดี มาก(ดีโครตๆ)
 
                              ตอนนี้ จะไปไหนเลยต้องวางแผนกันอย่างรัดกุมมากขึ้น จะมาร่อนไปร่อนมา คงไม่ได้แล้วเพราะเรา หาเงินมาด้วยความลำบาก....ตอนเรา ลำบากทำงานไมเห็นมีใคร...อยู่ข้างๆ ยกเว้นครอบครัวเราเอง...ป่าป้า ม่าม้า พี่ น้อง.....ทีตอนจะใช้เงิน เพื่อนฝูง เพียบ........ไม่รู้มันมาจากไหน...เยี่ยมมาก   บางคนมายืมเงิน ขอเงินไปซื้อนมให้ลูก.... อื่อ ทีตอน มันจีบกัน มีลูกกัน ไม่เห็น ชวนเราไป จีบไปมีความสุขกับมันมั่ง พอลำบากแล้ว เห็นหน้าเห็นตาขึ้นมาเชียว.... แล้วได้เงินไปหาย หัว...พอเราลำบากมองไปทางไหนไม่เหง มีใครสักคน....เซงแท้...โรคมันเปงแบบนี้จิงๆ...
                                มาดูนาฬิกา...นี่เราขี้บ่นมา ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย.....คงได้เวลาทำการทำงานหาเงินสักที....
                               พรุ่งนี้เพื่อนๆ หลายๆคนคงได้หยุดอีกวัน...แต่เราก็ทำงานกันต่อไป....
 
                                      สู้ต่อไปนะ.... นายต้น
7月9日

บทที่5 เด็กปากซอย

เด็กปากซอย   คำๆนี้ อาจจะกลายเป็นคำทะลึงได้ หากเราเว้นวรรคผิด เป็น   เด็ก  (ปากซอย)
 แต่ในที่นี้ ที่จะเล่าก็แค่ เรื่องราว ของ คนที่เคยอยู่ ปากซอย และย้ายไปอยู่ท้ายซอย แล้วก็ย้ายมาอยู่ปากซอยอีก(แล้วมันจะย้ายทำไมเนี่ย.....)


 
                                ฉันเริ่มลืมตาดูโลก วันไหน อย่าไปใส่ใจมันเลย...ที่น่าใส่ใจคือ ฉันได้เติบโตมาในครอบครัวคนจีน ที่มีพฤติกรรมประหลาดคือ  บูชา กระจู๋.. ที่บอกแบบนี้ไม่ได้ต้องการ ให้ฟังดูทะลึงทะเล้น แต่จะหมายความว่า เป็นครอบครัวที่คาดหวังกับลูกชาย.....(กระจู๋ )  มากกว่าลูกสาว (กระจิ๋ม)  อิอิ......(ชักติดเรท)

                                 สิ่งแรกที่ฉันจำได้คือของเล่นชิ้นแรก..เป็นปืนแปลงร่าง..ของไอ้มดแดง จากปืนสามารถ งอออกเป็นดาบได้....เอ่อ มันคิดได้ไง..แล้วมีไฟ แว๊บๆ เสียงดัง..
                                  ที่ฉันจำได้เพราะ ไม่นานนี้ฉันค้นพบรูป ตอน เด็กๆที่ฉันจะมีมัน ติดตัวอยู่ตลอด แม้เวลานอน จนวันหนึ่งฉันเอ๋ะใจขึ้นมาว่า...แล้วมันหายไปไหน ..  ความทรงจำ เกี่ยวกับดาบ อันนั้นของฉันหายไปตอนอายุ 4-5 ขวบ
                                  ความทรงจำ ในตอนเด็กๆนั้นมักจะ ติดๆดับๆ เหมือนไฟในบ้านผีสิง... ความทรงจำที่เก่าแก่ที่สุดของฉัน คงเป็น ภาพ ของ นาฬิกาโรเล็กซ์ ของพ่อ ที่ใส่อยู่ที่ข้อมือ แล้วสั่นๆ เพราะ มือท่านจับอยู่ที่เกียร์รถ กระบะคันเก่าของท่าน ในขณะที่ฉัน ยื่นเบียดเสียด  กับแม่ และพี่น้องอีกสี่คน ในห้องโดยสารนั้น   ไม่ต้องแปลกใจ ว่าทำไมยืน เพราะว่าตอนนั้นตัวฉัน คงยังสูงไม่พ้นหัวเตาแก๊ส เลยด้วยซ้ำ เลยต้องยื่น แล้วให้น้องๆนั่ง.....(เสียสละตั้งแต่เด็กๆเลยติดดู)...555
                                 เรามีพี่น้อง สี่คน เคยนึกเสมอว่า สักวัน ฉันต้องเบื่อ พี่สาวและน้องชายฉันแน่ๆเลย เพราะเห็นหน้ากันทุกๆวัน...แต่แปลก จนป่านนี้แล้วผ่านมา 26 ปี ฉันยังไม่เคยนึกเบื่อพวกเค้าแม้ แต่วินาทีเดียว...
 
                                 จะพูดได้ว่า บ้านฉัน เกิดการทะเลาะเบาะแว้ง กัน น้อยมาก...แต่ถ้ามีแต่ละครั้ง ก็แรงๆ ทั้งนั้น จำได้ว่าหลังสุดที่ พ่อแม่ทะเลาะกัน คงเป็นช่วงฉันอายุได้ 10 ขวบ  จำได้ว่าวันนั้น... พ่อ เพิ่งกลับจากทำงาน และแม่ก็อยู่บ้าน ทำกับข้าว เสร็จก็คงเหนื่อยและขึ้นไปนอน พ่อกลับมา เห็นบ้านมืด ไม่มีอะไร ให้กินด้วยเลยขึ้นไปโวยวาย แม่กับฉันที่ นอนหลับ เนียร อยู่ในห้องอย่างสบายใจ... ฉันตืนขึ้นพร้อม เห็นจาน บิน ผ่านหัวไป จากฝันที่ยังค้างอยู่นึกว่าจานบินบุกโลก ฉันเลย ร้องไห้ ขึ้น แล้ว พุ่งตรงเข้าไปช่วยเหลือ แม่โดยการเข้าไป เป็นกรรมการ เอ้ย...ม่ายยช่ายย เข้าไปกั้นระหว่างแม่กับพ่อที่ กำลัง บรรเลงมวยไท้เก๊กใส่กันพร้อมเสียงเชียร์ดังลั่น..เหอะๆๆ   ทันใดนั้นเองพ่อก็ หยุด ชะงักเพราะมีฉันขวางอยู่ระหว่าง กลางนั้น ทุกอย่างเงียบสงบ เหมือนดั่ง ก่อน ที่จะมี พายุครั้งใหญ่  ..ทันใดนั้นเอง ..... ปู๊ดดดดดด......
เสียงดังลั่น ทำให้ ทั้งสามคน ตกใจ กับเสียงนั้น  ("ฉันตดเสียงดังสนั่น")  คงเพราะพลังของ จากบินที่บินข้ามหัวไป เหรอว่า ขนมกรอบๆเมื่อตอนเย็นๆก็ไม่รู้ ที่ทำลายความเงียบมาคุ ของ ไฟอารมณ์ ให้ กลายเป็นกลิ่นเหม็น อบอวน ขอย้ำว่า..."เหม็นมากกก"    เหตุการร์ณทุกอย่างจบลงที่เสียงฮา..... นับจากนั้นฉันไม่เคยเห็นพ่อแม่ทะเลาะกันอีกเลย จนวันนี้...
                   

             
                              จนถึงวันนี้  มันทำให้ฉันเรียนรู้ถึงความรัก ที่บ้านเรามีให้แก่กัน อาจจะไม่มี คำว่ารักกัน ไม่มี การแสดงออก..แต่เมื่อใดที่ คนใดคนหน่ง ในบ้าน มีเหตุการ์ณไม่ปกติ...ทุกคนในบ้านจะอยู่รวมกัน ตลอดเวลา ฉันเข้าใจคำว่า....ความรักเห็นไม่ได้ด้วยตา..และฉันก็เชื่อมัน จนทุกวันนี้ 
                                จากที่ฉันได้เกิดและโตที่ปากซอย นี้ และ ได้เคยย้ายไปอยู่ในซอย ช่วงเวลาหนึ่งจน ฉันย้ายมาปากซอยอีกครั้ง  ฉันพบว่า ขอแต่ให้เป็นคำว่าบ้าน  บ้านฉันอยู่ที่ไหนก็ได้ไม่ว่าจะปากซอยท้ายซอยขอแค่ ที่แห่งนั้น มีเรื่องราวของ คนที่ฉันรัก ทั้ง พ่อ  แม่  พี่ น้อง ครอบครัวของฉัน ที่แห่งนั้นฉันก็สามารถ นอนหลับตาได้อย่างสบายใจ...เพราะทุกที่ที่ มีเขาเหล่านั้น อยู่ ที่นี่คือ บ้านของฉัน................                              
7月8日

บทที่ 4 ลูกไม้ที่ไกลต้น

                           เมื่อเช้าตื่นแต่เช้าไปดูโรงงาน เฟอร์นิเจอร์ ของอาเจ็กที่ มีแซ่ เดียวกันมา อยู่ตั้งอ้อมน้อย ไกลมาก....แต่ใหญ่โต มโหฬา มาก 
                           ไปนั่งฟัง ป่าป้าคุย กับอาเจ็ก คุยกันไปสืบหาญาติกันไปถึงสมัย โบราณที่ยังอยู่ที่เมืองจีน... เอ่อ เก่าแก่ดีมาก บอกว่าญาติพี่น้องแซ่เดียวกัน มีเป็นร้อยๆคน ซ่ะงั้น....
                           นี่แหล่ะ..มั้งที่ เค้าเรียกว่า รายการ สืบจากแซ่...เหอะๆๆ  มันก็ดีได้รู้ว่าที่มาที่ไปของตัวเรานั้นมาจากไหน ไม่ใช้กระบอกไม้ไผ่ ที่ข้างนอกสีเขียวสวย ข้างในกลวง โบ๋เบ๋...
                        

  
                            ฟังเรื่องหลายๆท่านก็มาเมืองไทยเวลา ใกล้เคียงกัน จากจุดเริ่มต้น ออกตัวพร้อมกัน ระยะเวลาเดินทางเท่ากัน  หลายคน ตอนนี้ รำรวย เป็นเศรษฐี 
                          ได้รู้ว่ากว่าผู้ใหญ่จะมั่นคงร่ำรวย  มีรากฐานได้ก็ด้วยความอดทน ขยัน ประหยัด ที่สำคัญอีกอย่าง คือโอกาศ
                         ลูกๆ หลานๆ เพื่อนๆ ท่าน หลายๆคนเกิดมาโชคดี กว่าฉัน  อยู่ดี มีความสุข ใช้ชีวิตด้วยความสบาย มีโอกาศ สามารถ เรียนสูงๆ ได้ ต่อเมืองนอกเมืองนา.. มีโอกาศรอบๆตัวมากมาย เป็นที่เชิดหน้าชูตา ของ ครอบครัว และสังคม..
                          
                          แต่ทุกวันนี้ ฉันก็ได้ แต่ทำงาน ทุกๆอย่างด้วยตัวเอง หัวยุ่ง เสาะแสวงหาโอกาศทำงานทุกๆอย่างที่มีคนให้ทำ พยายามรับทุกโอกาศ เรื่องการงานที่มี ก็คิดแต่ว่าจะได้แบ่งเบาภาระ ป้า ม้า ครอบครัว
                          ป่าป้า ม่าม้า ทำให้ ครบครัว ยิ่งใหญ่ ร่ำรวย เหมือนครอบครัวคนจีน เพื่อนๆ ท่าน คนอื่นๆ ไม่ได้ ส่ง เสีย เราเรียน ที่ดีๆ ให้เรามีสังคมดีๆไม่ได้  แต่ฉันไม่เคย อิจฉา ชีวิตใคร  
                          แม้ท่านไม่ได้ ทำให้ ครอบครัว เราร่ำรวย แต่ท่านก็ได้สอน ความซื่อสัตย์ ความอดทน ความอดออม และความรักที่มั่นคงที่มีให้แก่เรา
                          ถึงเราจะผ่านได้แค่สังคม ระดับนักเรียนโรงเรียนวัด โรงเรียนช่างกล  เพื่อนๆก็มีปัญหาหลายคน หลายคนเคยติดคุก หลายคนติดยาเสพติด หลายคนเสียคนไป     
                         แต่ท่านก็ได้ ทำดีที่สุดแล้วเท่าที่ท่านจะทำได้  ประคับประคอง พาให้เรามาถึงจุดที่เราได้เรียนรู้และเติบโต เป็นคนดีให้แก่สังคมได้ คนหนึ่ง
                          ฉันไม่ใช่คน แสนดีมีชื่อเสียง ตระกูลดัง หน้าตาดี เรียนโรงเรียนชื่อดัง จบเมืองนอก มีเพื่อนคนดัง ครอบครัวดีฐานะโดดเด่น 
                         
                           ฉันเป็นแค่คนๆนึ่ง ที่เรียนโรงเรียนวัด เคยเรียนช่างกล เคยโดนไล่ตี  เคยไล่ตีเค้า เคยโดนเอาปืนมาจ่อหลังเฉียดตาย  เคยโดนพักการเรียน เคยโดนไล่ออก แต่ฉันก็ผ่านเรื่องต่างๆมาได้โดยการประคับประคองของ ป่าป้า ม่าม้า  
                           ท่านไม่ได้ ร่ำรวย มั่งคั่ง เป็นแค่พ่อค้า แม่ค้า ที่ ขายของทำการค้า... ถามว่าท่านจะมีปัญญา ส่งฉัน ส่งพี่ ส่งน้องไปเรียน ที่ดีๆ เมืองนอกคงไม่มีโอกาศ แต่โอกาศใดๆรอบๆตัว เรา ฉันคงต้องทำมันให้สุดความสามารถ ฉันไม่ได้เกิดบนกองเงินกองทอง คงงอมืองอเท้าไม่ได้  ตอนนี้มันเป็นหน้าที่รุ่นของฉันแล้วที่จะทำแทน
 
                          ฉัน คิดเสมอว่าเราต้อง สร้างสังคมที่ดี ของเราเอง เราไม่ได้เรียน โรงเรียนดีอะไร เพื่อนๆก็มีแต่ เด็กเรียนโรงเรียนวัด เรียน ช่างกล เรียนเทคนิค จะหันไปพึ่งพาใครเพื่อนที่ไหนก็ไม่ได้   ฉัน อยู่ใกล้และเฉียด สิ่งเลวร้ายมามาก มาย ที่ให้ได้เรียนรู้ที่ จะ หลีกหนี และ เผชิญหน้า กับทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดี เขาเหล่านั้นมีทั้งคนดีและไม่ดี ปนๆกันไป ไม่ใช่คนไม่ดีเสียทั้งหมด  คนดีก็รอโอกาศที่จะ พบโลกสวยงาม คนไม่ดี คิดสั้นๆแค่วันๆ ให้ผ่านๆไป ด้วยความคะนอง
                          นั้นก็เป็น สังคมอีกแบบหนึ่งที่ฉันได้ เรียนรู้กับมันมาตลอด  ที่ทุกคนก็คงรอคอยโอกาศเหมื่อนๆกับเรา
                          ป้า ม้า ฉัน พาฉันส่งเสียฉัน มาได้ถึงเท่านี้ ท่านทำได้ดีที่สุด ฉันอาจจะเคยน้อยใจ ที่ท่านไม่ได้ ทิ้งอะไรให้เราไม่มีรากฐาน ธุรกิจให้เราสานต่อ ฉันคงเป็นลูกไม้ที่ไกลต้น ต้องเริ่มสร้างฐาน ทางธุรกิจของตัวเอง....เมื่อเทียบกับคนอื่นๆ ฉันอาจะเคยผิดหวัง กับการล้มเหลว ธุรกิจของ ป่าป้า ม่าม้า  
                        แต่ท่านไม่ล้มเหลว ในการ สั่งสอนเรา ท่านสั่งสอนให้เราเป็นคนดีที่สุดแล้ว  ฉันได้เรียนรู้ที่จะไม่น้อยใจ กับชีวิตของฉัน  ถึงจะไม่ดี เท่าครอบครัว อื่นๆเพื่อนๆท่าน แต่ฉันก็ภูมิที่ได้ เป็นยอดที่ ต่อออกไป ของท่าน หน้าที่ของฉัน ที่ท่านมอบต่อมาคือการเป็นคนดี ที่ให้ท่านภูมิใจ
 
                           แล้วครอบครัวของฉันเองจะเป็นยังไง ฉันยังไม่กล้าที่จะคิด คนอย่างเรา แค่นี้ตอนนี้เอาตัวเอง ยังไปไม่ถึงไหน
                           ถ้าฉันพาผู้หญิงสักคน ลงมาลำบาก ต่อสู้ดิ้นรนกับเรา ในตอนนี้ช่วยกันทำงานเก็บเงิน เหมือนสมัย พ่อแม่ คงไม่มีคนไหนยอม  และคงไม่มี ลูกคนรวยคนไหน ยอมลำบากกับคนที่ต่ำต้อยกว่า  มันคงหมด ยุก ที่คู่ชีวิตต้อง ช่วยกันฟันฝ่าอุปสรรค สร้างฐานนะกัน แล้ว  เราต้องฝ่าพันคนเดียว
                        
                            ฉันแค่อยากทำให้ครอบครัว ฉันในตอนนี้ มีฐานะที่ดีขึ้น ให้ท่านอยู่สบาย ไม่ต้องทำงาน   บางครั้งรู้สึกหนักใจ ที่เราเป็น ลูกชายคนโต ต้องแบกรับภาระ ของครอบครัวให้ได้ 
                           
 


 
                             ชีวิตการทำงานฉันเริ่มทำงานตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ มันเร็วเหลือเกิน จริงๆฉันยัง อยากเที่ยวเล่น อยากเดินทาง พบปะผู้คน อยากเห็นโลกกว้างๆ อยากเรียนต่อ อยากเรียนสูงๆ  แต่ฉันรู้ว่าฉันจะเห็นแก่ตัว ไม่ได้
                            ปริญญาได้มาก็พอแล้วฉันต้องรีบทำงานเพื่อ ให้ได้เงิน อย่างน้อย ก็ไม่ให้ฉันต้องขอ พ่อแม่  ทุกวันนี้ฉันให้เงินแม่ คิดเสมอว่ามันน้อยไปกับ สิ่งที่ท่านสร้างเรามา จนถึงวันนี้ เพราะท่านไม่หยุด ...
                            ฉันรู้ฉัน แบกรับได้อยู่แล้ว เท่าที่ฉันยังมี  แรงทำงานอยู่   ป้า ม้า เหมือนต้นไม้ อาจจะไม่ใหญ่ และ มีรากลึก แต่ ที่ท่านได้ สร้างให้เติบโต ท่านเป็นร่มไม้ให้ ร่มเงา ฉันเป็นลูกไม้ลูกเล็กๆ ใต้ร่มไม้นั้น   หน้าที่ฉันแค่ ต้อง ดำเนินชีวิตต่อ  จากทางเดินที่ ท่าน ได้พามาส่งไว้ แม้มันจะ แคบ เล็ก ขรุขระ ฉันคงต้อง ถากถางมันไปต่อ แต่มันก็มีร่มเงา...ของความรัก ปกคลุมตลอดทาง....
                            
 
                              ขอบคุณครับ....  นายต้น
                         

บทที่ 3 Something under the Sky "เราหยุดแล้วทำไม่ท่านถึงไม่หยุด"

                                 
                                  หอะๆๆ... ตี 1 กว่า แระ  เหมียนเดิม นอนม่ะหลับ.... วันนี้ กว่าจะแบกสังขาร กลับถึงบ้านได้ รถติดมาก..ขอบอกให้รู้ไว้เลย
                                  แล้วดันตัดสินใจผิดพลาดนะ แทนที่ จะ ออกราม แล้ว ขึ้นทางด่วน ไม่รู้  ด้วย ฤทธิ์เดช ของอะไร ดลใจให้ ออกทางลาดพร้าว... สงสัยเพราะ พลังของ น้ำเปล่า 3 แก้ว ที่กินก่อนออกจากออฟฟิต จะเป็นอะไรไปได้.....นอกจากปวด ท้องเบา นะสิ ที่ชาวบ้านแถวฝั่งธนบ้านฉัน เรียก ว่าปวดฉี่... เหอะๆๆ  จำได้ว่าออกทางนี้ มีปั๊มใกล้ๆ 
                                 แต่เป็นความโชคดี ในโชค ร้าย เอ๋...เหรอว่าโชคร้ายในโชคดี (ช่างมันเถอะ) เพราะ จอดปั๊ม เจอ สาวสวย สอง คนโอ๊..... น่ารัก มากมาย..เหงมองๆหน้า อยู่ เลยหันไปยิ้มให้ 1 ที (ไม่รู้มองด้วย ว่าความอุบาทว์ของเรา  เหรอว่าความสมเพท  ที่ต้องวิ่งตากฝนมาเข้าห้องน้ำ..หรืออาจจะกรณีอื่นก็ไม่อาจจะรู้ได้.....)  เหอะๆๆ  แค่นี้ก็ทำให้ หนุ่มโสด น่ารัก นิสัยดี อย่างเรา (โฮ๊ะๆๆ.ครบชุด.. เอ๋..ตรงไหน -_-" )..อื่อ ..มีความสุขได้ไปวันๆหนึ่งพอแล้วเอาไรมากมาย.....กำ
 
                                 พอช่วงค่ำๆหน่อย.....   รถที่ติดอยู่เมื่อกี้ มาตลอดทางมันหายไปไหนหมด... แล้วคืนที่เงียบเหงาก็มาเยื่อน อีกแล้วอย่างไม่ทันตั้งตัว....ก่อนหน้านี้ ก็เผลอหลับไป ที่ตื่นเพราะ เจ้า ปิ๊กมี้ แมวจอมโหด มาเลีย หู เลย สะดุ้งตื่นนึกว่า ฝนตก ...เยี่ยม
                                ทีนี้แหละ นอนไม่หลับแน่คืนนี้..... 
 


                               พรุ่งนี้หลายๆคนคงได้หยุดพักผ่อนไปเที่ยว แล้ว..เพื่อนที่มีอยู่ก็ หนีไปเที่ยวบ้านแฟนที่ต่างจังหวัด  อีกคนก็กลับบ้าน  หมดเกลี้ยง เราก็คงต้องทำงานต่อไป .... ดีมาก..เงียบ เหงาดีจริงๆ........
                               ยังดีที่โลกใบนี้ยังมีหมามีแมว ช่วยให้ มนุษย์ ตัวเล็กๆอย่างเราหายเหงาในบางเวลา 
                              

 
                                มองไปบนท้องฟ้า ผ่าน หน้าต่างและยอดไม้หน้าบ้านไป เห็นแต่ท้องฟ้าดำๆ ไม่เห็นมีอะไร นอกจาก แสงไฟประดิษฐสีส้มๆ และ เสียงรถบรรทุกวิ่ง  แต่เรารู้ดีว่าบนฟ้านี้มีดาวแน่นอนอยู่ที่ไหนสักแห่ง สิ่งตรงหน้า คือของประดิษฐ ที่ มนุษยือย่างเราๆท่านๆสร้างขึ้น ดาวก็ยังอยู่ที่เดิม  แต่เรามองไม่เห็น เพราะ มีอะไรเยอะแยะมาบังตาเรา มาดึงดูดสายตาเรามากกว่า ดาวดวงน้อยที่แสงหรีๆ  และ 
 
 
 
ฉันก็เป็นอีกคน ที่กำลังตามหาดาวดวงน้อยนั้น และยังต้องตามหาต่อไป.....
 
 
" เวลาที่มอง บนฟ้าไกล เธอรู้มีดาวอยู่เป็นล้านดวง...
กลางวันก็มองไม่เห็นสักดวง..
แต่ฉันก็รู้เสมอว่าดาวอยู่ที่ใด..
ในคืนที่เมฆบัง แสงดาวหายไป เธอรู้ใช้ไม๊ดาวอยู่ที่เดิม
 
อยากให้เธอมั่นใจ..ฉันเองก็เช่นกัน ถึงแม้ไม่เจอฉัน...แต่ฉันก็เหมื่อนเดิม
 
ไม่มีสักวัน..ไม่เคยสักคืน ที่จะหลงลืมไม่คิดไม่เป็นห่วง
ไม่มีสักวันไม่...ไม่เคยสักที ที่ไม่ฝากความรัก ผ่านดาวทุกๆดวง"
 
 
เพลงเก่าๆ เสียงเบาๆยัง คงดังแว่วๆมาในคืนที่เงียบๆเหมื่อนคืนนี้ ............
 
 
 
7月7日

บทที่ /2 something under the sky

    เยี่ยมจริงๆ ได้อินเทอร์เน็ตควมเร็วสูงมาต่อกับคอมแล้ว จะเปิดอะไรรับข้อมูลอะไรเร็วเท่าใจคิดเลยเหอะๆๆ  แต่ก็   เอ๋.....ไม่รู้ไวรัสจะเข้าเร็วเท่ากันด้วยหรือเปล่า
 
ตื่นสายกว่าจะมาถึงได้ดีนะขึ้นทางด่วนมาที่ แถวราม นี่ และแล้วเราก็ค้นพบการเดินทางแบบใหม่ คือ ขึ้นทางด่วนอย่างเดียวเลย...แต่เปลื่องค่าทางด่วนชะมัด...กำ  เคยอ่านหนังสือเจอ ว่าสมัยโบราณ ที่มีโจรป่า ชอบออกปล้นจี้ คนเดินทาง บางทีก็เอาซุง มาขวางทางไว้ ไม่ให้ผ่านทางได้  อยากผ่านทางก็ต้อง จ่ายค่าผ่านทาง   มองๆดูแล้วเหมื่อสมัยนี้เลย ที่มีด่านเก็บค่าทางด่วน มีไม้กั้นเหมื่อน กัน เด๊ะๆๆ.......

บทที่1 Being my Story

               
กาลครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี่เอง...เด็กชายหัวยุ่ง
คนนึ่ง ชื่อว่านายต้น ได้เดิน พลัดหลงกับครอบครัว อันแสนอบอุ่น มาเดินโซเซอยู่บนถนนที่ทอดยาวมีแต่คน ขวักไขว่ และรถราคับคั่ง เขาพบเห็น เรื่องราวชีวิตคนริมท้องถนนแห่งนั้น ด้วยความไร้เดียงสาเด็กน้อยไม่รู้หรอกว่า  คนต่างๆรอบข้างเขาทำอะไรกัน เขามีชีวิตไปทำไม เขาทำงานทำไม เขาเดินไปไหนกันดูรีบร้อน ทำไม ต้อง บีบแตร ทำไม ต้องตะโกนกันโวยวาย ทำไมต้องทะเลาะกัน ทำไมต้องรักกัน ไม่รู้เรื่องความสำคัญของการมีชีวิตอยู่ เด็กน้อยเคยมีครอบครัว ที่อบอุ่นเต็มไปด้วยความรัก  เป็นความรัก ที่สร้างขึ้นเป็นโลกใบเล็กๆ ปกคลุมอยู่รอบๆเด็กน้อย...โลกใบนั้นหายวับไป ในตอนที่เด็กน้อย พลัดหลง จากครอบครัว
 
เด็กน้อยที่น่าสงสารผู้ไร้เดียงสา  ที่ในดวงใจยังเต็มเปี่ยมด้วยความรัก  เป็นแรงใจให้เด็กน้อยเดินตามหาต่อไป โดยรู้แต่ว่า ต้องเดิน เดิน และเดิน จนกว่าจะเจอที่ๆเขาสามารถเรียกว่าบ้าน บ้านที่  เด็กน้อยจะเติบโต เป็นผู้ใหญ่ที่ดีที่บ้านหลังนั้น มีความรักความอบอุ่น และสร้างครอบครัวที่ดีดังเช่นที่เด็กน้อยได้รับเมื่อ ยังเป็นเด็กอยู่นั่นเอง......
 
 
Blog นี้ เป็นเพียงเรื่องราว บันทึกของเด็กน้อย หลังจากที่ได้ เดินทางออกจากครอบครัวอันเป็นที่รัก สู่ถนนสายยาว..เพื่อตามหาครอบครัวของตัวเอง ที่หายไป บนถนนเวลาที่ไม่มีที่สิ้นสุด...


 
 
 
โลกมนุษย์   .......
กรุงเทพฯ  2549
เฮ้อ...วันนี้แล้วว่าจะตั้งใจทำ blog ของตัวเองสักหน่อย ในวันที่นอนไม่หลับอีกวันแล้ววันนี้..กำ
                
                 จิงๆแล้วมันก็แค่วันๆหนึ่งที่ผ่านไปแบบเดิมๆ ไม่ได้มีอะไรมากมายใน 1 วัน แต่พอกลางคืนนั่นสิ เวลาแห่ง ครอบครัว เหมือนชีวิตได้เริ่มต้นอีกครั้ง  ป่าป้า ม่าม้า พี่น้อง ยังพร้อมหน้ากัน ได้กินข้าวที่ แม่ทำ.. เราจะได้มีชีวิตแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหนนะ.. จิงๆแล้ว ในวัยอย่างเราก็ไม่ควรตั้งคำถามอะไรแบบนี้เลยนะ...ยังไม่แก่สักหน่อย...
                
 


 
                 เมื่อกี้หลับตาลงไป .... ไม่มีภาพอะไรในหัวสมองนอกจากงาน งาน งาน และงาน  แต่...ไม่หลับแฮ่ะ... ทำไม.
                 ไม่รู้ทำไมยังไม่ง่วงทั้งๆที่ตอนหัวค่ำ สัปหงก หน้าคอมไป ทีหนึ่ง พอเลยเที่ยงคืน ความง่วงหายไปซ่ะงั้น...เยี่ยม
                 
                  ตอนแรกนึกว่าวันนี้มีบอล แต่จิงๆไม่มี เอ๋..เหรอว่ามีหว่า...อื่ม  ช่างมันเถอะ ยังไงเยอรมัน ก็ ตกรอบไปแล้ว ใครได้แชมป์มันก็เหมื่อนๆกันอ่ะ... คนเรามันก็เป็นซ่ะ แบบนี้
                  ก่อนที่จะมาเปิด คอมแล้ว ทำ เจ้า blogนี้ ก็ได้ฟังเพลง จะมีใครๆรักคนหน้าตาอย่างฉัน..กับ เพลง   อยากให้ฉันอยู่ด้วยไม๊...(ใช่ชื่อเพลงป่าวไม่รู้ ..เหอะๆ) ของพี่อัศนีย์ หน้ายุ่ง กับ พี่ วสันย์ หัวยุ่ง เลยนอนไม่หลับเลย  สงสัยเพลงพี่แก..มีพิษสงมาก...โดนใจมาก..ไม่รู้ไปโดนส่วนไหน ความง่วงหายเกลี้ยง..
                  เหรอไม่ก็ ต้องเป็น พิษสง ของโทรสับที่คุยก่อนจะ เข้านอน นั่นแน่  เลยมาอยู่เป็นเพื่อน คอม ซ่ะเลยหมดเรื่อง...เหอะๆ  อื่มมมๆ ... ยิ่งพิมพ์ ชักมันส์มือ...เหอะๆๆ
               
                 
                   พรุ่งนี้ ...ต้องไปงานทำบุญ ออฟฟิตเก่า ตั้งแต่ 10โมง เช้า จะตื่นไหว ไปทันป่าวก็ไม่รู้ พี่ๆที่ ซีสเปส ก็น่ารักมาก ยังอุตสาห์โทรมา ชวนเราไป งานทำบุญออฟฟิตใหม่
                 เอ๋....เหรอเห็นเราเป็น พระจะนิมนต์ไปร่วม สวด...กำ..คิดได้ไงว่ะเรา...เหอะๆๆ
                ทำบุญออฟฟิตใหม่ ก็คงเป็นการเริ่มต้นสิ่งดีๆ  เราทำ blog ใหม่ ก้อคงเริ่มต้นสิ่งดีๆเช่นกัน
                 แต่เอ๋... เราขึ้นต้นblog นี้ด้วยคำว่า   " เฮ้ออ "   ในนี้ ดูเหมื่อนไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่  เพื่อเป็นมงคลขอเปลี่ยน เป็น   " เย้ๆๆ "  ดีกว่านะ  .....(ดูดีและร่าเริ่งขึ้น ตอน  ตี 2 กว่าๆ)
 
               เอาหล่ะๆ..พอใจละได้ทำ blogสักที  บทนี้ คงเป็นบทแรกที่เรา คงจะได้พบกันบ่อยขึ้นนะ       
 
                   ฝันดีนะนายต้น....


 
          พรุ่งนี้จะใส่เสื้อเหลือง เรารักในหลวง...