nattaphon 的个人资料Nathan Her照片日志列表更多 工具 帮助

日志


10月6日

On the way of life....

 
4月4日

Miracle of love part 3 .....อภิปรัชญา...

วันนี้ ผม ตื่นมาด้วยความรู้สึกร้อนอบอ้าว ทั้งๆที่อยู่ในห้องนอน แต่ความร้อนจากเปรวแดด ก็ยังสามารถ สาดแพร่มาสู่ภายในห้องที่ปิดล้อมด้วยผนังที่ ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ เมื่อคืนที่ผ่านมา ห้องนี้ยังมีอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 25 องศา แต่ในระยะเวลาเพียงไม่ถึง สิบนาทีหลัง เครื่องหยุดทำงาน อุณหภูมิก็เสียด สูงขึ้นอย่างรวดเร็วตามสภาวะอากาศภายนอก...
 
10.00 น. แดด แรงอาจทำให้ใครหลายคนแสบไปได้ถึง อณูใต้ผิวหนังแต่ สำหรับ คนที่ต้องใช้หัวสมองอย่างผมนั้น ความร้อนที่เสียดแทรกเข้าสู่ผิวหนังคงไม่รุงแรง เท่าความร้อนที่กำลังแทรก ลงสู่ชั้นภายในสมองในตอนนี้...
 
วันนี้ กิจกรรม แรกที่เริ่มต้นขึ้นหลังจากผมลืมตาตื่น พร้อมๆกับอุณหภูมิที่ ไม่ต่ำกว่า 37 องศา น่าจะเป็น การอาบน้ำ แต่...ไม่ใช่.!!.
กลับกลายเป็นการ หลับตาลงอีกครั้ง พร้อมทั้ง ทบทวน คำว่า อภิปรัชญา...ที่บังเอินได้ อ่านพบในหนังสือเล่มหนึ่ง..
ที่กล่าวว่า 
 
"" อภิปรัชญา คือ การหาความจริงสูงสุดที่เกี่ยวกับโลก ""
 
 
แล้วตอนนี้ความจริงที่สูงที่สุดของผม คืออะไร...+!!
 
ผมลุกขึ้น เดินออกจากห้องนอน ที่ตอนนี้เริ่มกลายสภาพเป็น เตาอบ มายืนอยู่หน้า กระจกบานใหญ่ เพื่อหาความจริงในร่างกายและใบหน้าที่สะท้อนอยู่ภายในกระจกนั้น...
 
ผมถามตัวเองในใจ พร้อมทั้ง มองลึกเข้าไปในดวงตา ที่ยังแดงกล่ำจากการนอนไม่พอเมื่อคืนก่อน..
ผมพบแต่...คำถามมากมายภายในดวงตานั้น..
 
การที่คนวัย ใกล้เข้าสู่ เลข 3  ต้องการเวลาที่จะนั่งคิดทบทวน สิ่งที่ผ่านมาในชีวิต มากกว่า การใช้ชีวิต เพื่อผ่านไป มันอาจจะ ขวางโลกสักหน่อย ที่ เกิดการตั้งคำถามกับการดำรงชีวิตอยู่ของตัวเอง...
 
อภิปรัชญาในทางจิต นิยม  ที่ เพลโต เชื่อว่าแบ่งแยก เป็น สองส่วน คือ จิต กับ ร่างกาย...
 
 
ถ้า คนเรา ร่างกายกับจิตใจ ไม่ได้ เดิน ควบคู่กันไป บ้านเมืองและชีวิต คงจะสับสนและแย่..
 
ผม.....สบัดหัวเล็กน้อย .....เพื่อ ลบความคิดอัน สับสน งง งวย นี้ออกเพื่อ ต้อนรับวันใหม่ และเริ่มกิจกรรม อื่น เสียที ...
หลังจาก ทำความสะอาดร่างกาย แล้ว งานของผมก็ จำเป็นต้องเริ่มทันที....
รู้ไม๊ครับว่า...คนทุกคนต้องทำงาน...งานอะไรก็ได้...ที่เป็นเหมื่อนเครื่องมือที่จะนำพา ร่างกายและจิตใน ควบคู่กันไป..งานบางงานใช้ร่างกาย นำ หน้าจิตใจ..เช่น คนงาน แบกของ  งานบางงานใช้ จิตใจนำหน้าร่างกาย อย่าง ศิลปิน ผมเคย ทำงานทั้งสองประเภท นี้มาแล้ว และทำให้ค้นพบว่า ทุกสิ่งในโลกใบนี้ มันต้องเดินควบคู่กันไป ด้วย เหตุและผลของการกระทำ...
 
เมื่อคุณ รัก สิ่งหนึ่ง คุณก็จะ กระทำเพื่อ แสดงออกถึงความรัก และ กระทำเพื่อ ได้ ความรักนั้นตอบ.. ผมไม่เคยเชื่อ ในบทเพลง หรือคำพูดของใครๆที่พูดว่า รักไม่ต้องการอะไร..
ความรัก ต้องการ...
สิ่งที่ความรักต้องการ คือภาชนะ เพื่อ รองรับมัน นั่นคือ  จิตใจ และ ร่างกาย..
 
ความรักเหมื่อน อากาศ ไม่สามารถ อยู่ โดย ปราศจาก ภาชนะ ได้  ภาชนะที่ จะมารองรับ ความรัก คือ จิตใจ และร่างกาย.. เมื่อคนเรา มีภาชนะ ให้ ใส่ความรัก ด้วยมีทั้งร่างกายและจิตใจนั้น พอเราพบ สิ่งของ หรือ คนที่เราต้องการให้ความรักแล้ว...เราก็ต้องนำความรักของเรานั้น ออกจากภาชนะของเราเพื่อ  ใส่แลกเปลี่ยนกับภาชนะ ของสิ่งหรือคนที่เรารัก... เมื่อไม่มีการแลกเปลี่ยนเกิดขึ้น ความรักก็ไม่เกิดขึ้น....(  งง หรือเปล่า...)
 ภาชนะ มีคุณค่าเมื่อ ได้ใช้งานโดยการบรรจุ สิ่งต่างๆ ฉันใด...
ร่างกายและจิตใจก็มีคุณค่า เมื่อได้ บรรจุไว้ด้วยความรัก ฉันนั้น...
 
ดังนั้น คนที่สมบูรณ์ จะต้องมี ร่างกาย จิตใจ ที่ดี และ มีการแลกเปลี่ยนความรัก..
แล้วอย่างนี้ สิ่งที่คนเรา มอบความรักให้แก่ กันและต้องการ กลับมา ก็คือ ความรักเช่นกัน...นั่นคือการแลกเปลี่ยน..
 
เพราะคนเรา มีความรักอยู่ตลอดเวลาแน่นอน...ถึง คนที่ไม่มี แฟน หรือ คนรัก...ก็มีความรัก อยู่แล้วในตัวของตัวเอง...เพียงแค่ยังไม่ได้แลกเปลี่ยนกับใคร เท่านั้นเอง....
 
.............................................................................................
 
อากาศเริ่มเย็นลงพร้อมกับ แสง ของดวงอาทิตย์ที่เริ่มอ่อนแรงลง... ผม ออกจากบ้านเพื่อ ทำหน้าที่ ผู้แลกเปลี่ยนความรักที่ดี แก่ ผู้ให้กำเนิดผม...
บนรถ เราได้คุยกันถึงเรื่อง  เหตุและผลของปัจจุบัน...
ผมเข้าใจดี ว่า ยุคสมัยทางความคิดของ มนุษย์จะเปลี่ยนแปลงตาม เวลาและการค้นพบและการพัฒนาการทางความคิดตาบแบบฉบับ ผู้นำทางความคิด ....
 
ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่ามนุษย์ปัจจุบันเข้าใจโลกใบนี้ดีกว่าคนโบราณ...เพียงแต่ว่าคน ยุค ปัจจุบัน เยอะและ เสียงดังกว่าคน ยุคเก่าก็เท่านั้น...
 
ยุคเก่าอาจจะคิดว่า ชาตินี้ ไม่รวย เพราะชาติที่แล้ว... เป็นขโมย หรือชอบโกงเขา  ชาตินี้หน้าตาไม่ดี เพราะชาติที่แล้วไม่ชอบทำบุญ......
แต่คำถามที่เกิดขึ้น ของยุคสมัยนี้จะ ถามว่า....แล้ว จำได้ไงว่า ชาติที่แล้วทำอะไรไว้....
 
คนที่ผม รัก เคยพูดสิ่งหนึ่งกับผม ซึ่งผม จำมันได้ ตลอดมา ถึงความรักที่ได้แลกเปลี่ยนกัน ว่า..
 
".ความรัก ขอแค่รักคนๆเดียว แค่ชาติเดียวก็พอแล้ว.... "
เพราะชาติที่แล้ว หรือ ชาติหน้าเราก็คงจำกันไม่ได้ และก็คงจำสิ่งที่เกิดในชาติที่แล้วไม่ได้อยู่ดี...
 
ความคิดและคำพูด พร้อมรอยยิ้มและน้ำตา ประโยคนั้นผม จดจำได้และ คิดตลอดทาง.. จนผมมาหยุดอยู่ที่ สนามยิงปืน...แห่งหนึ่ง
 
ผม สั่งกระสุน และเป้ามา 4ชุด พร้อมกระสุน ชุดละ 5 นัด ปลอกทองเหลือง ขนาด 22มม.
กระสุนชุดละ 5 นัด บรรจุลงสู่ รังเพลิง และขึ้นไกเรียบร้อย .....
สายตา ของผม ที่เพ่งมองออกไป... ที่เป้า ห่างออกไปนั้น ผมเพ่งไปยัง อนาคต ข้างหน้า.......
พร้อม ลั่นไก กระสุน ออกไป ห้าครั้ง จนหมดกระสุน ชุดแรก...ก่อนจะหมด กระสุนนัดสุดท้าย
ผมได้เข้าใจ ในสิ่งที่ผม คิดมาตลอดทั้งวัน  และความหมายของ อภิปรัชญา สำหรับผม....ความจริงสูงสุดในชีวิต ของผม นั่นคือ..
 
การยิงปืน....เมื่อใดที่ผม เล่งไปยังอนาคต... พร้อมกับในมือ มีกระสุนที่พร้อมจะยิง.. นัดสุดท้าย
เมื่อลั่นไกพร้อมกับ นกปืนสับลง.... ไม่ว่า ที่เป้าอันห่างไกล ออกไปนั้น จะเป็น ความรัก ชีวิต หรือ สังคม..
ผมไม่สามารถ วางปืนลงแล้ว นอนกับพื้นได้ มีทางเดียวคือ ยิงกระสุนนัดนั้นออกไป..
มุงไปสู่  อนาคต หรือดับชีวิต ตัวเอง..
 
เมื่อ สิ้นเสีงกระสุนทั้งห้า นัดนั้น... ผมได้ยินแต่เพียงเสียงหวีดหวิว ใน หู ของผม พร้อมกับ หันไปมองข้างกาย.....
 
 
 
 
 
 
 
 
 
...เห็น พี่ สาวยืนหัวเราะอยู่ .....บอกว่า...."" มันยิงไม่เข้าเป้า สัก นัดเลย." ...."" ห่วย หว่ะ.."" !!
 
กำ .........
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ขอบคุณ เพื่อนๆที่คอยติดตามอ่าน จนจบ ขอให้ทุกท่าน ดำเนินชีวิตเพื่อมุงไปสู่ อนาคต ที่ท่าน ต้องการ
 
.......................เล่งไว้ให้ดี และ ยิงมันออกไป .............
3月26日

Miracle of love part 2 ความสงบจากข้างถนน...

.........ห่างหายไปนาน กับการเขียนไดอารี่....
 
 
 
วันนี้เพิ่งกลับมาจากการไป เชงเม้ง ใครหลายคนอาจะรู้จักหลายคนก็อาจจะไม่รู้จัก มันคือการไปไหว้ บรรพบุรุษ ของชาวจีนที่สุสารนั่นเอง...เอ...ฟังดูน่ากลัวไปหรือเปล่า ..งั้นเอาเป็นว่าเป็นวันที่จะรวบรวมญาติๆทั้งหลายโดยมี บรรพบุรุษเช่น อากง อาม่า (ปู่ย่า ตา ยาย ) เป็นคนเช็กชื่อ... เอ่อ..ฟังดูเข้าท่ากว่า....
 
เหมื่อนทุกปี ที่ ต้องผจญ กับรถติด แดด ร้อน..ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ที่เปลี่ยนเห็นแน่ๆคือ ถนน ที่ใช้เดินทางไป (สาย มอเตอร์เวย์ ที่กำลังซ่อมสร้างกันยกใหญ่ กลายเป็นสาเหตุหลักอีกอันที่ทำให้ รถติดขนาดหนัก)
 
ในขณะที่ ขับรถ เหลือบไปมองผู้โดยสารทุกท่าน หลับกัน เนียร ทุกที่นั่ง ก็เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องเป็น คนดูแล ผู้โดยสารที่รักทุกคนให้สวัสดิภาพ..
ขับไปมองถนน รถติด ถนนเละไปก็นึกถึง คน...
คิดๆไปว่า จริงๆแล้วชีวิตคนเรา ถ้าจะให้เปรียบก็คงเปรียบกันไปได้หลายอย่าง...
อีกอย่างที่นิยม พูดถึงคือถนน...
 
ชีวิตคนก็เหมื่อนถนน.นั่นเอง..ใช่สิเหมื่อน...
 
คนบางคนเกิดมาเหมื่อนถนน หลวงสายใหญ่ที่วิ่งตรงสู่เมืองใหญ่ๆที่สำคัญๆ มีสิ่งอำนวยความสะดวก ใช้ความเร็วได้ดี ...มีไฟฟ้า มีสัญญาโทรศัพท์ มีปั๊มน้ำมันมากมายไว้คอยอำนวยความสะบาย..
 
แต่กับ บางคน ไปเหมื่อนกับ ถนน รพช.("เร่งรัดพัฒนาชนบท"  อย่าแปลกใจชื่อเป็นแบบนี้จริงๆ) ที่ทั้งโค้งไปโค้งมา สายเล็ก แค่พอสวนกันได้...ลายยางมะตอยแอลฟัลส์ แบบลวกๆ ...ทำแบบไม่ค่อยตั้งใจ..แต่ก็สามารถพาเราไปถึงจุดหมายได้เหมื่อนกัน แม้จะหลงทางง่าย และทางวกวนกว่า แต่ก็ ขึ้นชื่อว่าเป็นถนน...
 
 
ถ้าคิดกันจริงๆว่า คำว่าถนน คืออะไร...แปล ง่ายๆอาจจะแปลว่า  "ทางที่พาเราไปสู่จุดหมาย"...  ก็คงไม่ต่างสำหรับชีวิตคนนั้น เราจะหา ทางได้เราก็ต้องมีจุดหมายก่อน...  จุดหมายของใครหลายคน อาจจะมีมากมาย จุดหมาย ใหญ่บ้างเล้กบ้างใกล้บ้างไกลบ้าง...
 
แต่เมื่อเราลองคิดดูดีๆ จุดหมายที่แท้จริงของทุกคน คงไม่พ้น ความตาย..... เมื่อค้นพบความตาย จุดหมายก็คงเป็นเพียงแค่ความว่างเปล่าและความสงบ....
 
 
มีคำกล่าว ของศาสนาพุทธเวลา สวดมนต์ขอพร ที่มักจะพูดว่า..
        ..""ขอบุญกุศลนี้เป็นแสงสว่างนำพาไปสู่นิพพาน" 
ผมเคยคิดเสมอว่า นิพพาน ในความหมายของผม คืออะไร ก็คงจะหมายถึงจุดหมายปลายทางของชีวิต...ซึ่งอาจจะหมายถึงความตาย....  หรือ ความสงบ..ในขณะยังมีชีวิตอยู่ หรือความหลุดพ้นจาก สิ่งต่างๆรอบๆตัวที่ทำให้เรา เหนื่อย หนักใจ...หรือ มีทุกข์ได้ในทุกวันนี้...
             แล้ว ทุกข์ของผมคืออะไรหล่ะ....
ไม่มีเงิน...
ไม่มีความรัก...
ไม่มีความสบาย...
ไม่มีคนนับถือ....
ไม่มีหน้ามีตา....
หรือไม่มีในสิ่งที่คนอื่นมี...ทำให้เราต้องหาสิ่งที่เราไม่มีมาทำให้เรามี ให้เกิดความวุ่นวายกันขึ้น..
 
สุดท้ายมันก็คือสิ่งที่ สังคมยัดเยียดมาให้เราทั้งนั้น..ว่าถ้าเราขาดสิ่งนั้นสิ่งนี้จะไม่มีความสุขนะ ขาดเงินจะไม่มีอะไรกินนะ... ขาดแฟนขาดความรัก..จะไม่มีความสุขนะ ขาดคนนับถือไม่มีหน้ามีตา จะอยู่ในสังคมไม่ได้นะ...
 
กลายเป็นว่าจริงๆแล้ว ..สิ่งที่ผมขาดและ คิดว่าทุกๆคนก็ขาด...และทำให้เกิดทุกข์จริงๆคือไม่มีความ สงบ....
 
คนเรา ทุกคนไม่มีความสงบ....
 
หลายคนอาจจะคิดขึ้นมาทันที และอาจจะเคยได้ยิน คนพูด เหมื่อนประชดชีวิต ว่า
...อยาก สงบ ไม่อยากยุ่งวุ่นวายมากก็หนีไปบวชซ่ะ.....
ผมว่า...ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ คงมีแต่นักบวช...เต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด ...
 
ความสงบในแบบของผมอาจจะ แค่หมายถึง ที่ผมสามารถ นั่งยิ้มๆนิ่งๆไม่ร้อนใจได้ ในขณะที่อากาศร้อนและรถติดมากอย่าง...ตอนกลางวันนี้....
ความสงบที่ สามารถ " อยู่ได้.." ในสภาพแวดล้อม ที่ทำให้คน "เป็นบ้า" ได้..... นั่นหล่ะมั้งคือความสงบในแบบของผม....
ไม่ถึงกับจำเป็นต้อง ตาย...หรือต้องทิ้งทุกอย่างแล้วหนีไปเป็นนักบวช..
ก็สามรถ เข้าใจและมองเห็น ความดิ้นรน ของชีวิตได้...เราก็ดิ้นรนของเราแต่พอประมาณพอ...เอาที่เราพอทำได้..........เพื่อมีชีวิตรอดในสังคมนี้..... 
 
หลายคนอ่านไป อาจจะอึดอัดว่า...ทำไมไดอารี่นี้เหมื่อน  คนแก่เทศธรรมมะ พูดแต่อะไรสงบๆ  ในวัยอย่างเราๆท่านๆนี้ คงเลี่ยงที่จะไม่พูดถึงความรักไม่ได้......ใช่ถูกต้อง.... แล้วมันจะมาคู่กันได้ไง "ความรักกับความสงบ"...เพราะบางทีแล้ว ความสงบอาจจะต้องการความสันโดษ มากกว่า.....
 
ผมคิดว่าความสงบในมุมมองของความรักคือ....ความ มั่งคง...เมื่อมอบความรักให้กับใครก็...มั่นคงสงบนิ่งหยุดความรักให้กับคนนั้น..............แค่นี้ก็สงบ...แล้ว......... ในทางศาสนา ไม่ได้บอกว่าห้ามมีความรัก....  (แต่ห้ามผิดลูกเมียผู้อื่น) ดังนั้นการมีความรักไม่ผิดถ้าคิดว่าความรักของเรา...เป็นความรักที่ สงบ..... ความรัก....ที่ดีๆ เกิดขึ้นได้ เพราะมันทำให้โลกนี้สวยงามและทำให้ค้นพบความสุข และอาจจะรวมถึงความสงบ...เช่นเดียวกันกับผมที่ได้ค้นพบทั้งความรักและความ สงบในเวลาเดียวกัน....
 
(ดังนั้น.....มีความรัก...หรือ หาความรักใส่ ตัวซ่ะ..และหาความสงบ..จากความรัก...และจะพบความสุข... จบ..)
 
 
เริ่มอีกอย่างจบอีกอย่างซ่ะงั้น....    งง   ไม๊ครับ..... เหอะๆๆ ...
 
 
 
 
ขอบคุณ (คุณหวานใจ......) ^^
 
2月26日

Miracle of Love part 1 ใครคนหนึ่ง..

คุณ เคย ลืมตาตื่นมา แล้วไม่ยอมลุกจากที่นอน นอนเฉยๆและ ยิ้มพร้อมกับมีความรู้สึก ดีๆเพราะคิดถึง ."ใครคนหนึ่ง" ไหม... เวลาก็หมุนผ่านไป  ไม่รู้ว่านานแค่ไหน
คุณเคยไม๊..ที่ ฝันถึง สถาณที่ๆ คุณไม่รู้จักมาก่อน มองไปทางไหนก็ไม่เห็นใครนอกจากตัวคุณ จนวันนึ่งคุณได้พบ ""ใครคนหนึ่ง "" ความฝันเหล่า นั้นก็ หายไป..
คุณเคยไม๊ ที่ อยากให้โลกใบนี้มี แต่คุณกับ " ใครคนหนึ่ง"" .และคุณเคยไม๊ที่ไม่อยากทำอะไร นอกจาก นั่งยิ้มถึง เรื่องราวระหว่างคุณและ""ใครคนหนึ่ง""..
 
แม้ว่า""ใครคนหนึ่ง"" นั้น จะเป็นใคร และคนๆนั้นจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย แต่ใครคนนั้น ก็ได้สร้าง สิ่งมหัสจรรย์ ให้กับ ""ใครคนนี้""